สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ก็ถึงเวลาของหุ่นตัวเด่นประจำซี่รี่ย์กันล่ะครับ

 

 

เซ็นจุตสึกิที่แฟนๆของมัฟลัฟทุกคน หรือต่อให้ไม่เคยตามจริงจังก็คงเป็นตัวที่เคยเห็นผ่านตามากที่สุด กับหุ่นที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเกม แน่นอนว่าก็ต้องเป็นตัวแรกที่จะได้แปลอยู่แล้วครับ(ฮา) หากข้อมูลในจุดไหนเหมือนกันกับใน http://fhagane.exteen.com/ หรือบล็อคท่านเอฟนั้น ก็ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าคนที่แปลก็ผมนี่ล่ะครับ(ฮา) ส่วนอันนี้ ใครจะเอาไปโพสก็ไม่มีปัญหาครับแต่อย่าอ้างกันด้านๆละกันครับ ขี้เกียจลิงค์มาก็ขอเครดิตหน่อยนึงก็ยังดี เหอๆ

 

ทัพราชองครักษ์จักรวรรดิญี่ปุ่น  

จักรกลสงครามเดินเท้าทางยุทธวิธี รุ่นปี 00

武御雷 ทาเคมิคาสึจิ (TSF-Type00) [อุตสาหกรรมหนักฟุกะคุ,อนดะเทคนิค]

 

 

ปี1991 ทัพราชองครักษ์ (ทัพโคโนเอะ/Imperial Royal Gurad)แห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นได้เริ่มทำการคัดเลือก
รุ่นใหม่เพื่อจะนาแทนที่ F-4J Kai ซุยคาคุ แต่ว่าเครื่องที่มีประสิทธิภาพทางด้านการรบในระยะประชิดตัว
นั้น ไม่มีเครื่องนอกประเทศเครื่องใดที่คุณสมบัติเหมาะสม (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานั้น) เสียงส่วนมากจึง
เลือกให้นำเข้าF-15 อีเกิ้ล หรือ F-16 ไฟท์ติ้งฟาลค่อน แล้วนำมาปรับปรุงแทน ทว่าสุดท้ายแล้วด้วยความ
ต้องการที่จะแสดงถึงศักยภาพว่าญี่ปุ่นเองก็สามารถผลิตเซ็นจุตสึกิได้โดยไม่ต้องนำเข้า สุดท้ายจึงตัดสิน
ใจให้กำลังหลักของกองทัพในรุ่นถัดไปเป็นผลงานที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง แต่โชคไม่ดีที่ในขณะนั้นทั้ง3บริษัท
ใหญ่ของญี่ปุ่น ประกอบด้วยอุตสาหกรรมหนักฟุกะคุ  อนดะเทคนิค และมิตสุฮิชิ (2อันหลังนี่... เพี้ยนมาจาก
อะไรคงไม่ต้องบอกสินะครับ - - ฮอนด้ากับมิตสุบิชิมาเลย......) กำลังมีโครงการพัฒนาชิรานุยอยู่จึงไม่มี
ทรัพยากรเพียงพอจะแบ่งมาให้กำลังการผลิตรุ่นใหม่ โดยเฉพาะมิตสุฮิชิที่พึ่งจะซื้อไลเซนส์ของF-15มา
จากอเมริกาหมาดๆทำให้ถูกตัดออกจากการคัดเลือกให้สร้างหุ่นของประเทศตัวเองไปอย่างรวดเร็ว และถูก
จัดตั้งให้เป็นฝ่ายดูแลให้การผลิตอยู่ในงบประมาณที่เป็นไปได้แทนที่โดยไม่ได้เกี่ยวข้องในด้านอื่นๆเลย
โดยต่อมาได้มีการนำข้อมูลจากโครงการโยโค(ไม่มีการพูดถึงรายละเอียดของโครงการ) มาวิเคราะห์ และ
ผลที่ได้คือตัดสินใจให้ฟุกะคุออกแบบโครงสร้าง และให้อนดะออกแบบระบบอาวุธ และในปี1992 จึง
ประกาศเริ่มโครงการ “อาสุกะ” อย่างเป็นทางการ

 

สำหรับการใช้งานในเขตราชวังนั้น ทัพราชองรักษ์ต้องการให้รุ่นใหม่ที่จะผลิตขึ้นมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าชิรานุยซึ่งกำลังทำการผลิตอยู่ในตอนนั้น แถมด้วยกำหนดการที่เข้มงวดคือต้องมีเครื่องทดสอบออกมาให้ทันภายในปี1997 และเมื่อรวมกับฐิติของทัพราชองครักษ์ที่ทำการพัฒนาข้ามจากเซ็นจุตสึกิยุคที่1มายังยุคที่3เลยโดยไม่มีความเข้าใจในยุคที่2เสียก่อนทำให้การพัฒนาไม่ราบรื่นแต่ก็ยังมีวี่แววของความสำเร็จให้เห็นลางๆ จนสุดท้ายแล้วทั้ง2บริษัทที่คิดว่าการทำแบบนี้ต่อไปจะไม่มีวันสำเร็จออกมาได้ทันการจึงตัดสินใจนำข้อมูลสำคัญของTSF-X (ชิรานุยรุ่นโปรโตไทป์ที่กำลังพัฒนาอยู่) มาศึกษาเพื่อเป็นการเปิดทางตันออก ถึงจะเป็นการทำให้เหล่าขุนนางในวังไม่พอใจ แต่ทว่าสุดท้ายแล้วมันก็กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเสร็จสิ้นลงได้ด้วยดี อีกทั้งข้อมูลนั้นก็พัฒนาโดยทีมของญี่ปุ่นอยู่แล้วจึงนับว่าทาเคมิคาสึจิเป็นเซ็นจุตสึกิของญี่ปุ่นได้เช่นกัน แต่ถึงจะว่างั้น สุดท้ายแล้วก็จำเป็นต้องพึ่งข้อมูลจากอเมริกาอยู่ดี เนื่องจากชิรานุยมีโครงสร้างพื้นฐานมาจากF-15 แต่ทีมพัฒนาทาเคมิคาสึจิกลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ต่อมาจึงทำการพัฒนาอาวุธขึ้นติดตั้ง เมื่อรวมงบประมาณที่ใช้ต่อเครื่องแล้วนับว่ามีราคาสูงมาก แต่ทว่าด้วยประสิทธิภาพของเครื่องที่จัดว่าอยู่ในระดับสูงมาก และตั้งใจใช้งานในทัพราชองครักษ์ที่มีหน้าที่หลักคือปกป้องโชกุนแล้วจึงมีความตั้งใจที่จะผลิตขึ้นเพื่อเป็นเครื่องส่วนตัวเท่านั้น ต่อมาในภายหลังถึงจะมีการหาทางลดงบประมาณการผลิตลงได้ สุดท้ายจึงได้รับการอนุญาตให้ผลิตจำนวนมากเพื่อเข้าประจำการณ์ในทัพราชองครักษ์

 


เนื่องจากมีการนำข้อมูลของชิรานุยรุ่นต้นแบบมาใช้ในการผลิต ทาเคมิคาสึจิและชิรานุยจึงสามารถใช้ชิ้นส่วนหลายๆอย่างร่วมกันได้ ในระหว่างการพัฒนาส่วนเกราะทั้งหมดถูกเสริมความแข็งแกร่งครั้งแล้วครั้งเล่า กำลังขับและการตอบสนองที่ไวมากขึ้นทำให้ต้องเขียนOSใหม่สำหรับทาเคมิคาสึจิโดยเฉพาะ จึงกลายเป็น “เซ็นจุตสึกิที่มีแต่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่บังคับได้” แต่ก็ไม่มีความคิดจะแก้ไขและพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ การพัฒนาทาเคมิคาสึจิก็เหมือนกับการจุดไฟให้เหล่าช่างเทคนิค พาร์ทต่างๆล้วนเป็นของใหม่แกะกล่องที่พัฒนาขึ้นเพื่อทาเคมิคาสึจิโดยเฉพาะ ตามสัน มุม ส่วนคมของเกราะ นิ้วมือ กระทั่งปลายเท้าที่มีส่วนแหลมคมล้วนสร้างขึ้นจากซูเปอร์คาร์บอนและทำให้คมเพื่อใช้แทนมีดดาบ ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ยังไม่เคยใช้กับรุ่นอื่นๆมาก่อน และความต้องการประกาศศักดาของบริษัทผู้ผลิตทำให้สุดท้ายแล้วทาเคมิคาสึจิเป็นเซ็นจุตสึกิที่หน้าตาไม่ซ้ำกับรุ่นไหนๆ แต่ก็เสร็จสิ้นช้ากว่ากำหนดการไปปีหนึ่ง 2 ปีต่อมาก็มีความคิดที่จะแยกเป็น 6 รุ่นตามลำดับชั้นยศแบบขุนนางญี่ปุ่นโบราณ และในปี2000 นี้เองที่ได้เริ่มทำการผลิตเข้าประจำการทั้ง6รุ่น พร้อมกับตั้งชื่อว่าทาเคมิคาสึจิอย่างเป็นทางการ ทาเคมิคาสึจิในช่วงแรกนั้น หากไม่ใช่นักบินประสบการณ์โชกโชนแล้วเรียกว่าไม่สามารถบังคับได้ดั่งใจเลย แต่ด้วยระบบเดต้าลิงค์และการพัฒนาระบบต่อมาเรื่อยๆจึงทำให้การบังคับง่ายขึ้นกว่าในช่วงแรกมาก โดยหน่วยแรกๆที่ได้รับทาเคมิคาสึจิคือหน่วยรบที่16 ที่ถูกคัดเลือกในฐานะหน่วยองครักษ์ของโชกุนและ5ตระกูลราชวงศ์ และหน่วยทดสอบอาวุธใหม่(ชื่อที่รู้จักกันทั่วไปคือชิโร่ยคิบะ/ไวท์แฟงค์ หรือหน่วยที่ทาคามุระ ยุย หนึ่งในตัวเอกของภาคTotal Eclipse ประจำการอยู่ก่อนมาที่อลาสก้าในช่วงเริ่มเรื่องของนิยาย)  

 

ทาเคมิคาสึจิทั้ง6แบบนั้น หากจะเรียกให้ถูกต้องคือมี4รุ่น และมี6สี เรียงจากตำแหน่งสูงไปต่ำคือ สีม่วงสำหรับโชกุน สีน้ำเงินสำหรับ5ตระกูลราชวงศ์ สีแดงสำหรับซามูไรผู้มีตำแหน่งใกล้ชิดกับ5ตระกูล สีเหลืองสำหรับเอซไพล็อท สีขาวสำหรับหัวหน้าหน่วย และสีดำสำหรับทหารทั่วไป โดยสีม่วงจนถึงสีเหลืองจะลงสีแบบมันวาว ส่วนสีขาวและสีดำจะทำสีด้าน สาเหตุที่ทำสีแบบนี้นั้นมี2ข้อใหญ่คือ การทำลายพรางไม่ได้ผลกับตาของBETA และยังเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจทหารในอีกทางหนึ่ง ซึ่งระบบสีนี้ก็ใช้เช่นเดียวกันกับF-4J Kai ซุยคาคุ ยิ่งเป็นสีที่ตำแหน่งสูง ก็จะยิ่งถูกจูนเครื่องมาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ

 

ในปี 2001 ภายหลังปฏิบัติการณ์โอวกะ ชื่อของทาเคมิคาสึจิก็กลายเป็นที่รู้จักโด่งดังไปในระดับโลกในฐานะเซ็นจุตสึกิที่มีความสามารถในการสู้รบระยะประชิดตัวสูง

 

โดยทั่วไปมักเรียกว่า “เรย์ชิกิ(รุ่นที่ศูนย์)” แต่สำหรับต่างประเทศจะเรียกว่าType-00R หรือ F-00R แทน

 

 

จุดเด่นคือความคล่องแคล่วว่องไวและกำลังเครื่องที่เหนือชั้น และสำหรับเซนจุตสึกิของญี่ปุ่นแล้วได้ให้ความสำคัญที่การจู่โจมด้วยดาบแล้วนั้น ทาเคมิคาสึจิก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งไม่เพียงแต่การใช้ดาบ ในด้านการรบระยะประชิดยังได้ติดตั้งกริชความถี่สูงไว้ในเกราะแขนทั้งสองข้าง เซนเซอร์ตามส่วนต่างๆของร่างกาย รวมถึงขอบมุมของเกราะส่วนต่างๆที่ทำเป็นคม โดยเฉพาะนิ้วมือและเท้าที่ทำจากซูเปอร์คาร์บอนที่ทนทานทำให้ถูกยกย่องว่าเป็นเซนจุตสึกิที่มีความสามารถในการรบประชิดตัวสูงที่สุด ซึ่งทาเคมิคาสึจินอกจากคมมีดตามตัวแล้วก็ยังใช้อาวุธมาตรฐานของญี่ปุ่นได้อย่างปืนจู่โจมรุ่นปี87 ที่เป็นรุ่นมาตรฐานที่ใช้กันทุกรุ่นของญี่ปุ่น ติดตั้งปืนกล36มม.และเกรเน็ดลันเชอร์แบบเปลี่ยนหัวกระสุนได้120มม. ปืนสนับสนุนรุ่นปี87 ที่เหมือนกับปืนจู่โจมแต่ถอดเกรเน็ดลันเชอร์ไปเป็นลำกล้องสโคปและย