ก็...... รู้ทั้งรู้ว่ามันยาวและน้อยคนจะทนอ่านก็ยังบ้าจี้แปลมาอีกจนได้ผม(ฮา) กับเบ๊ประจำซีรี่ย์......
บทเดียวที่มีคือไว้โดนยิงถ้าไม่ใช่ไซด์สตอรี่...... หุ่นที่น้อยคนจะสนใจ แต่ถ้าไม่แปลมันก็คงไม่ได้ล่ะนะ(ฮา)
 

กองทัพอเมริกา

F-4 Phantom [แม็กดาเอล โดแกลม]

 


 

F-4 แฟนท่อม จัดเป็นอาวุธต่อต้านBETAแบบแรกของมนุษย์ ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัทแม็กดาเอล โดแกลม (ไม่ใช้แม็คดาเนล ดักลาสแต่อย่างใด.....)

 

ในปี1967 หลังจากที่มีการค้นพบBETAเป็นครั้งแรกที่ดาวอังคาร และหลังจากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “อุบัติการซาโคโบรสโก” ที่เป็นครั้งแรกที่เกิดการปะทะระหว่างมนุษย์กับBETA และหลังจากการคำนวนว่าเป้าหมายถัดไปของBETA คือดวงจันทร์แล้วตามด้วยโลก ในการประชุมวาระแห่งชาติจึงได้มีมติให้ทำการผลิตอาวุธขึ้นสำหรับใช้งานในอวกาศเป็นจำนวนมาก จึงมีการนำแนวคิดของMMU (Manned Maneuvering Unit) ขนาดใหญ่มาทำการพัฒนาต่อยอดในโครงกาNCAF-X โดยมีเป้าหมายที่จะกำจัดBETAให้ได้ก่อนที่มันจะลงมาถึงโลก และผู้ได้รับหน้าที่ในการพัฒนาคือบริษัทแม็คดาเอล โดแกลม ที่มีธุรกิจด้านการประกอบยานอวกาศและมีประสบการณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศมากที่สุดในยุคนั้น  โดย NCAF-X1 ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อเป็นรุ่นทดสอบในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าโลก จะพูดว่าประสบวามสำเร็จในระดับหนึ่งก็คงว่าได้เนื่องจากมีการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะ ในรุ่นี้อาวุธติดตั้งมีเพียงเชนกัน 17 มม.แบบตายตัวที่แขน และบูสท์จัมป์ยูนิต ทว่าหลังจากการใช้งานจริงที่ดวงจันทร์แล้วยังไม่มีท่าทางว่าจะเอาชนะพวกมันได้แถมสถานีอวกาศบนดวงจันทร์กลับถูกทำลายไม่เหลือซักแห่งจึงได้มีการนำรุ่นทดสอบนี้มาพัฒนาเพื่อใช้บนโลกในชื่อ YSF4H-1 สร้างออกมาจำนวน 6 เครื่อง และมีหน้าตาใกล้เคียงแฟนท่อมมากขึ้น เมื่อการทดสอบประสบผลสำเร็จโดยเฉพาะส่วนของจัมป์ยูนิต มันจึงได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของเซ็นจุตสึกิทุกรุ่น และได้มีการนำรุ่นทดสอบนี้มาพัฒนาต่อจนเกิด F-4 แฟนท่อมขึ้นมา

 

NCFS-X

 

ปี 1973 ที่ประเทศจีน รัฐอิสระใหม่ วิเกิล (ชื่อมันไม่จีนเลยนะผมว่า....) ได้เกิดการฝังตัวลงสู่โลกของออริจินอลไฮว์หรือที่รู้จักในชื่อ “คาชการ์ไฮว์” ตามมาด้วยสงครามระหว่างกองทัพจีนและBETA สิ่งที่เกิดขึ้นคืออากาศยานทุกชนิดบนโลกกลายเป็นของไร้ค่าเมื่อต้องเจอกับเลเซอร์ที่มีพลังทำลายสูงและระยะยิงไกลที่สุดคือ 211 กิโลเมตร (แปรผันตามองศาการยิง ซึ่งระยะสูงสุดนี้สามารถใช้ได้กับสิ่งที่บินในระดับความสูง 3 กิโลเมตร หากเพดานบินต่ำลง ระยะยิงกจะสั้นลงตามไปด้วย) ซึ่งถัดจากจีนคือสหภาพโซเวียต และในไม่นานนักยูราเซียก็ตกอยู่ในสภาพสงคราม หลังจากที่มีการผลิตแฟนท่อมได้จำนวนมากพอแล้วจึงได้นำเข้าประจำการและใช้เป็นแนวรบ ซึ่งผลที่ได้นั้น จะเพราะจากการที่มีข้อมูลของศัตรูน้อยเกินไป จำนวนต่างกันเกินไป นักบินมีเวลาฝึกไม่เพียงพอ หรือโชคไม่เข้าข้างก็แล้วแต่ ผลที่ได้คือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และที่มาของ “8นาทีแห่งความตาย” ก็เกิดขึ้น แต่ทว่าก็เป็นครั้งแรกที่สามารถสร้างแนวป้องกันหยุดยั้งไม่ให้BETAทำการขยายอาณาเขตได้อย่างรวดเร็วเช่นช่วงแรกจึงถือว่าประสบความสำเร็จ และมนุษย์ก็ตัดสินใจใช้งานเซ็นจุตสึกิเป็นอาวุธหลักตั้งแต่ตอนนั้นเอง

 

จุดเด่นของแฟนท่อมคือเกราะที่หนาทำให้การเคลื่อนไหวค่อนข้างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับรุ่นต่อๆมาที่เปลี่ยนแปลงไปเน้นด้านการเคลื่อนไหวแทนที่ และยังเป็นเซ็นจุตสึกิเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่มีลักษณะเด่นเช่นนี้ อาวุธที่ใช้ในช่วงแรกคือปืนจู่โจมรุ่น WS-16 ที่เป็นของเก่าซึ่งใช้ปืนกลขนาด20มม.และเกรเน็ด105มม. ซึ่งได้ใช้งานจนถึงปี1982 ที่มีการผลิตF-14 ทอมแคท จึงได้พัฒนาแบบ35มม.x120มม.ที่กลายเป็นรุ่นมาตรฐานในภายหลัง และมีดสั้นCIWS-1 ที่เก็บอยู่ในไนฟ์ชีททั้งสองข้างที่แขน และจัมป์ยูนิตแบบระบบจรวด ส่วนที่เป็นจุดเด่นที่สืบทอดไปนอกจากจัมป์ยูนิตแล้วก็คือระบบกันเมาท์/เบลดเมาท์ด้านหลังที่เซ็นจุตสึกิแทบทุกรุ่นต้องมีติดตั้งไว้

 

แฟนท่อมนั้นเป็นเซ็นจุตสึกิรุ่นที่ใช้งานอย่างแพร่หลายและมีการประจำการอยู่ทั่วโลกจนถึงปัจจุบันก็ยังมีหลายๆแห่งที่ยังใช้งานอยู่ ภูมิภาคที่มีการใช้งานแฟนท่อมกันน้อยที่สุดคือแถบยุโรปที่เป็นแนวหน้าที่มีการผลิตรุ่นใหม่ๆเข้าทดแทนเป็นจำนวนมาก(ส่วนพี่จีนอยู่ในสภาพเละเทะจนต้องอพยพกันไปแล้วแนวหน้าเลยกลายเป็นยุโรปแทน) และที่ยังหลงเหลือมากที่สุดคือแถบทวีปแอฟริกาที่BETAยังรุกรานไปไม่ถึง มีการใช้งานทั้งทัพบกและนาวี แต่สำหรับนาวีแล้วการใช้งานนั้นน้อยลงเรื่อยๆจนกระทั่งปี2001ก็ไม่มีที่ไหนต้องการแฟนท่อมเข้าประจำทัพนาวีอีกต่อไป(ก็มันหนักซะงี้จะเอาขึ้นเรือยังไงไหว.....)

 

เพราะมีหลายๆประเทศที่ซื้อไลเซนส์การพัฒนาไปเพื่อจะสร้างแฟนท่อมที่เหมาะสมกับกองทัพและการใช้งานในประเทศของตนทำให้แฟนท่อมนั้นมีวาริเอชั่นที่หลากหลายมาก(ถ้าเราจะไม่นับการย้อมสีตามยศของญี่ปุ่น...) ตั้งแต่การปรับปรุงเล็กๆน้อยโดยตัวบริษัทเองเพื่อยืดอายุการใช้งานก็ดี หรือกระทั่งการพัฒนายกเครื่องจนกลายเป็นรุ่นเฉพาะก็ตามที ในยุคหลังมานี้แฟนท่อมที่ถูกอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพให้ใกล้เคียงกับเซ็นจุตสึกิยุคที่2ได้ก็มีให้เห็นด้วยการเปลี่ยนชิ้นส่วนภายใน แต่ด้วยโครงสร้างที่มีข้อจำกัดเองก็ทำได้ไม่มากนัก ถึงแม้จะมีอัตราการเสียชีวิตของนักบินที่สูงมาก แต่ว่าแฟนท่อมก็เป็นเซ็นจุตสึกิรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ และเพราะการขายไลเซนส์ให้หลายๆประเทศจึงทำให้นานาประเทศสามารถจะทำความเข้าใจและเริ่มพัฒนาเซ็นจุตสึกิได้จึงจัดว่าเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของเซ็นจุตสึกิทุกรูปแบบบนโลกนี้

 

รุ่นต่างๆของแฟนท่อม

 

F-4B แฟนท่อม


แฟนท่อมรุ่นที่เริ่มมีการติดตั้งระบบเดต้าลิงค์ระหว่างเครื่องต่อเครื่องทำให้การรวมรวบข้อมูลและกระจายข้อมูลไม่จำเป็นต้องใช้การสื่อสาร

 

F-4D แฟนท่อม

 

รุ่นจู่โจมที่ทำการเสริมประสิทธิภาพของเซนเซอร์

 

F-4E แฟนท่อม

 


 

รุ่นล่าสุดของแฟนท่อม เหมือนกับรุ่นBแต่เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำเกราะให้มีน้ำหนักเบาลงแต่ความคงทนยังเท่าเดิม ระบบอวิโอนิคส์(ระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆในเครื่อง)และท่อขับดันที่จัมป์ยูนิตได้ถูกปรับปรุงยกชุดเพื่อเพิ่มระยะเวลาปฏิบัติการณ์และความเร็ว ทำให้มีสมรรถนะโดยรวมขึ้นมาอยู่ที่ระดับยุค1.5 และได้พัฒนาระบบเกราะและข้อต่อให้ป้องกันทรายได้ดีมากขึ้น เป็นการปรับปรุงที่เกิดขึ้นหลังจากแฟนท่อมถูกผลิตมาได้ราว30ปี  มักใช้ในประเทศที่ยังปลอดการรุกรานจากBETA และประเทศที่มีงบประมาณน้อย โดยแรกเริ่มนั้นมีการประจำการในกองทัพอียิปท์(แฟนท่อม อียิปท์คัสตอม.....) ก่อนที่อิสราเอล ตุรกี และแอฟริกาจะขอซื้อไปเข้าประจำการกับทัพตนด้วยในภายหลัง

 

F-4N แฟนท่อม

 

รุ่นยืดอายุการใช้งานที่กำลังพัฒนาให้เน้นในด้านพลังโจมตี

 

F-4J/Type-77撃震 (เกคิชิน)

 


 

รุ่นใช้งานของ F-4 แฟนทอม โดยจักรวรรดิญี่ปุ่น เริ่มนำเข้าในปี1972 ต่อมาในปี1976 ได้รับการทดสอบภาคสนามโดยกลุ่มครูฝึกของบริษัทฟูจิ และในปี1977ได้ถูกดัดแปลงและนำเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในฐานะ TSF-TYPE77 และได้รับชื่อเกคิชิน โดยให้สิทธิ์ในการเข้าประจำการกับหน่วยรบใหญ่ฟากตะวันตกกองพลที่8 ที่ทำหน้าที่ป้องกันการรุกรานจากBETAที่มาจากแถบยูราเซีย และกลายเป็นกำลังสำคัญในแนวหน้าเขตคิวชู ทว่าในปี1998ก็ถูกทำลายจนย่อยยับ

 

เนื่องจากลักษณะเฉพาะของจักรวรรดิญี่ปุ่น เกคิชินจึงถูกปรับปรุงให้เน้นใช้งานคู่กับดาบยาวที่พัฒนาขึ้น จึงเน้นพัฒนาในส่วนของข้อต่อ มานิวพูเลเตอร์ และกันเมาท์ด้านหลังให้ใช้เก็บดาบและปืนของญี่ปุ่นได้ เพิ่มกำลังขับของท่อขับดัน และจากการถูกปรับปรุงหลายครั้งต่อหลายครั้ง เกคิชินในบล็อก214ซึ่งเป็นล็อตล่าสุดนั้น เกคิชินมีประสิทธิภาพเหนือกว่าF-4E เสียอีก และอีกจุดเด่นของเกคิชินคือ ระบบทำลายตัวเองS-11 ที่มีใช้ในญี่ปุ่นเท่านั้น

 

เนื่องจากเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพพอควรและยังเป็นกำลังหลักของญี่ปุ่นมาช้านาน ปัจจุบันจึงยังสามารถพบเห็นเกคิชินได้โดยทั่วไป โดยเฉพาะในการป้องกันจุดยุทธศาสตร์ การใช้งานในปฏิบัติการณ์ใหญ่ครั้งสุดท้ายคือ ในปี2003เดือน4 ในปฏิบัติการ ”โคเทตซึ” และในปีต่อมาเดือนเดียวกันนั่นเองก็ถูกตัดสินใจเลิกใช้งานและเริ่มทำการหาเครื่องเข้าประจำการแทนที่

 

บล็อค214 เป็นล็อตล่าสุดที่ยังไม่ได้ติดตั้งOS XM3 พัฒนาในทุกจุดโดยเฉพาะระบบอวิโอนิค เคลือบสารระบายความร้อนไว้ทั่วตัวสำหรับป้องกันตัวจากเลเซอร์ของเบต้า ประสิทธิภาพโดยรวมใกล้เคียงกับเซ็นจุตสึกิยุคที่2 และมีบล็อค215 เป็นล็อตที่กำลังพัฒนาติดตั้งOS XM3 เรียบร้อยแล้ว

 

นักบินที่ปรากฏ

 

ครูฝึกประจำฐานทัพโยโกฮาม่า จิงกูจิ มาริโมะ

 

น้องสาวของหัวหน้าหน่วยวัลคิรี่ อิซุมิ อากิระ

 

F-4J Kai (F-4J改) /Type-82 瑞鶴(ซุยคาคุ)

 


 

รุ่นพัฒนาของเกคิชินเพื่อจะใช้ในกองทัพราชองครักษ์ในปี1982  โดยการพัฒนาได้เริ่มมาตั้งแต่ปี1978 โดยบริษัทฟุกาคุ คาวาซากิ และมิตสุฮิชิ ทว่าเนื่องจากในตอนนั้นญี่ปุ่นพึ่งจะได้ไลเซนส์มาไม่นานนักทำให้ยังไม่มีความสามารถที่จะผลิตของใหม่ล้วนๆขึ้นได้จึงจำเป็นต้องใช้โครงสร้างของเกคิชินเป็นพื้นฐาน และเมื่อรีเควสจากวังหลวงมาในรูปแบบที่ทำตามได้ยากจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพึ่งพิงหุ่นที่เบสมาจากอเมริกาได้ แถมยังต้องไปพึ่งข้อมูลจากทางกองทัพยุโรปอีก โดยความต้องการของราชวังคือ

-           เกราะต้องมีน้ำหนักเบาลง ความทนทานมากขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติด้วยเทคโนลยีในยุคนั้นยังเป็นไปไม่ได้

-           ตัวเครื่องต้องมีน้ำหนักเบาลง20% และกำลังขับที่มากขึ้น10%

-           ต้องดูแลรักษาได้ง่าย

-           ข้อสุดท้ายคือ บริษัทผู้สร้างต้องทำการทำความเข้าใจและสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ได้ให้มากที่สุด(ง่ายๆก็ก็อปปี้เทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด...)

เมื่อทำการทดสอบในปี1981โดยมีเทสท์ไพล็อตคือพันโทอิวายะ เอย์จิ พ่อบุญธรรมของยุย ซึ่งผลที่ได้คือปัญหามากมายเนื่องจากไม่สามารถสนองความต้องการของราชวังที่มากเกินไปแต่ว่าผลการทดสอบนั่นก็ยังถือว่าน่าทึ่ง จนสุดท้ายจึงต้องยอมปล่อยเลยตามเลยทำให้สเป็คของซุยกาคุออกมาเป็นเช่นนี้

 

ซุยคาคุนั้นมีความคล้ายคลึงกับเกคิชินมาก โดยจุดที่ต่างไปคือน้ำหนักที่เบากว่า เกราะที่บางกว่า  ระบบเตือนภัยด้วยเลเซอร์ที่เป็นอุปกรณ์พิเศษของซุยกาคุ เซนเซอร์มาสท์ที่เพิ่มครบกลางศีรษะขึ้นมา และติดเกราะเพิ่มที่ส่วนต้นขา โดยซุยกาคุนั้นจะถูกแบ่งเป็นรุ่นๆเหมือนกับทาเคมิคาสึจิ สีและสเป็คเครื่องนั่นเรียงลำดับเช่นเดียวกันทุกประการ

 

หลังจากที่ทาเคมิคาสึจิเริ่มเข้าประจำการแทนนั้น ซุยกาคุก็ยังถูกใช้งานอยู่โดยหน่วยที่1, 2, และ 24 ของทัพราชองครักษ์เนื่องจากต้องการประหยัดงบประมาณการซ่อมบำรุง

 

นักบินที่ปรากฏ

 

ป๊ะป๋าขี้แกล้ง พ่อบุณธรรมของยุยอิวายะ เอย์จิ

 

 

พี่สาวฝาแฝดของมานะ ซึคุโยมิ มายะ

 

F-4JX เกคิชิน

 

เกคิชินรุ่นที่พัฒนาในปี2001 โดยการเปลี่ยนมาใช้ระบบOBL(Operation By light) เพื่อเพิ่มอัตราการตอบสนอง และใช้ระบบXM3  จากการทดสอบพบว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ายุคที่2.5 ไม่กี่เดือนต่อมาจึงมีความคิดจะพัฒนาต่อยอดและได้มีการตั้งโปรเจคท์ “ซูเปอร์แฟนท่อม” ขึ้นเพื่อใช้เรียกรุ่นที่จะทำการส่งออกขายซึ่งทำการปรับแต่งให้เป็นมตารฐานไม่ได้เน้นการสู้รบระยะประชิดแบบเกคิชิน

 

F-4R แฟนท่อม

 

แฟนท่อมรุ่นที่ประจำการในโซเวียต ปรับปรุงให้เหมาะสมกับภูมิประเทศแบบทุ่งหิมะ การพัฒนาเริ่มขึ้นหลังจากซื้อไลเซนส์ในปี1974 โดยบริษัทมิกโคยัม กุลบิช(บ่ใช่มิกโคยันเน่อ....) เพื่อให้จำนวนการผลิตทำได้มากขึ้นจึงใช้วัสดุที่ถูกลง เพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างเช่นเดียวกับเกคิชินของญี่ปุ่น ปรับแต่งให้ติดตั้งอาวุธของรถถังทั่วไปได้ ส่วนเมนเซนเซอร์มีการติดตั้งไวเยอร์คัทเตอร์สำหรับป้องกันเศษซากจากการโจมตีไม่ให้กระทบกล้อง เป็นเซ็นจุตสึกิรุ่นแรกของโซเวียตและเป็นพื้นฐานของเซ็นจุตสึกิทุกรุ่นของโซเวียตเช่นกัน

 

MiG-21 บาบาไลก้า

 


 

รุ่นพัฒนาต่อจากF-4R ที่ใช้เป็นกองกำลังหลักของโซเวียต และเพื่อตอบสนองความต้องการที่จะผลิตเซ็นจุตสึกิขึ้นใช้เอง โดยมีความต้องการจะให้ได้เครื่องที่มีความสามารถในการพุ่งเข้าปะทะและถอยร่นอย่างรวดเร็ว และมีความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดที่สูงกว่ารุ่นปกติ ในช่วงแรกนั้นเป็นการนำแฟนท่อมมาดัดแปลงตรงๆซึ่งมักใช้เวลาราวๆวันนึง(เร็วเอาเรื่องนะนี่...) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสร้างใหม่ในภายหลัง โดยส่วนแขนและขาถูกถอดเกราะออกเพื่อลดน้ำหนัก ส่วนไหล่มีขนาดเล็กลง เซนเซอร์มาสท์ที่เป็นครีบด้านหลังศีรษะ แผ่นคัตเตอร์ที่เมนเซนเซอร์ด้านหน้า และจัมป์ยูนิตได้เปลี่ยนไปใช้แบบเฉพาะที่ผลิตขึ้นเอง และในปี1978 บาบาไลก้าก็ถูกใช้งานอย่างหนักโดยหน่วยรบที่43 ของสหภาพโซเวียต “โวล์ก” ในการบุกมิงก์ไฮว์ ซึ่งเป็นที่มาของ “โวล์กเดต้า” ข้อมูลสำหรับจำลองการรบในไฮว์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ว่าสิ่งที่เสียไปคือกำลังพลจำนวนมหาศาล เนื่องจากการที่ไม่สนใจความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเรียกว่าเป็นปฏิบัติย์การณ์พลีชีพโดยแท้ และอีกการใช้งานที่โดดเด่นคือบาบาไลก้าที่เป็นของหน่วยรบที่666 ที่ขึ้นชื่อในเรื่องเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของภารกิจที่สูงมากและถูกเรียกว่าเป็นหน่วยที่แข็งแกร่งที่สุดในโซเวียตยุคนั้น “ชวาเชสมาเก้น” ซึ่งส่วนไหล่ซ้ายจะทาสีดำคาดเอาไว้

 

ทางด้านอาวุธนอกจากตามมาตรฐานแฟนท่อมแล้วยังถูกดัดแปลงให้ใช้อาวุธของโซเวียตได้ ซึ่งจะเหมือนกับแบบมาตรฐานของอเมริกาแต่มีลำกล้องสั้นกว่าทำให้ใช้ยิงในระยะใกล้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น หัวเกรเน็ดแบบพิเศษ “คานิสเตอร์” ที่เป็นระเบิดเคลมอร์ ดาบใหญ่Type77 ที่นำเข้าจากกองทัพจีนซึ่งมีขนาดและน้ำหนักที่มากกว่าของญี่ปุ่น ทำให้พลังทำลายมากขึ้นแลกกับความคล่องตัวที่ลดลง และเมื่อร่วมกับโครงสร้างของบาบาไลก้าที่ไม่ได้สร้างมาใช้ดาบแบบเกคิชินทำให้มักเกิดปัญหาในการดูแลรักษา  และสุดท้ายคือโล่เกราะ “เชอร์เซิร์น”

 

อนึ่ง ชื่อของบาบาไลก้ามาจากเครื่องสายชนิดหนึ่งของรัสเซีย 


MiG-21PF บาบาไลก้า

 

 

บาบาไลก้ารุ่นเสริมระบบเซ็นเซอร์เพื่อใช้งานในสภาพที่มีคลื่นรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีผลิตเป็นจำนวนน้อยในเยอรมันตะวันออก หนึ่งในนั้นคือเครื่องของ “วีรสตรี” ไอริสดีน่า เบิร์นฮัลท์ หัวหน้าหน่วยชวาเชสมาเก้น

 

นักบินที่ปรากฏ(เรียงจากซ้ายไปขวา) ซิลเวีย คชาชินส์กา, อาร์เน็ท โฮเซ็นเฟลท์, ฟาม ที รัน, ไอริสดีน่า เบิร์นฮัลท์(MiG-21PF), เกรเทล เอซเครน, เทโอดอร์ เอลเบลบัค, คาเทีย วัลท์ไฮม์
 

 

MiG-21bis บาบาไลก้า

 

รุ่นปรับปรุงและเป็นรุ่นผลิตครั้งสุดท้ายของบาบาไลก้าก่อนจะเลิกผลิต

 

J-8 จางจิ

 


 

รุ่นใช้งานของจีนที่ได้เลือกเครื่องต้นแบบเป็นบาบาไลก้าแทนแฟนท่อมเนื่องจากมีไฮว์ภายในประเทศจึงต้องการเครื่องที่รบระยะประชิดได้ดีกว่า มีจุดเด่นคือส่วนหัวที่เป็นราวด์มอนิเตอร์ที่ติดกล้องหลักไว้เป็นจำนวนมากเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกทำลายและทำให้ความสามารถในการเล็งเป้าสูงขึ้น ทว่าเนื่องจากจางจินั้นได้พัฒนามาในคอนเซปท์ที่มีจุดประสงค์คือต้องการให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดและถูกที่สุด ทำให้จางจิเป็นส่วนผสมของชิ้นส่วนคุณภาพดีและชิ้นส่วนราคาถูกทำให้มีอัตราการถูกทำลายสูงมากเพราะชิ้นส่วนไร้คุณภาพ จึงโดนนานาประเทศเหยียดหยามว่า “สมแล้วที่เป็นของจีน” (กระผมมิได้แต่งเติมแต่อย่างใดครับท่านผู้อ่าน........)

 

ขอบคุณผู้ที่ทนอ่านจนจบได้ ณ ที่นี้ครับผม(ฮา)

edit @ 5 Mar 2012 22:15:23 by Replikia

edit @ 5 Mar 2012 22:17:23 by Replikia

edit @ 5 Mar 2012 22:21:40 by Replikia

Comment

Comment:

Tweet

สมเป็นของจีนจริงๆ ผลิตให้มากกว่าทิ้งสินะ (ฮา)
คาเทียจังป่านนี้แล้วคงไม่รอดแหงๆ (ฮือๆ)

#5 By bang04 on 2012-08-05 13:06

มาตามอ่านข้อมูลที่ท่านโด้แปลครับ
ดูอนิเมแล้ว มีไฟมาก

#4 By G-dradongenesis on 2012-07-12 13:19

ตามมาอ่านข้อมูลครับopen-mounthed smile

#3 By s-w on 2012-07-12 10:35

ขอบคุณครับ จะรออ่านตอนต่อไปครับ big smile

#2 By SHADOW (101.108.39.241) on 2012-03-06 05:20

เป็นก้าวแรกที่ทุลักทุเลมากเลยนะนี่...
เจอครั้งแรกบนดาวอังคาร...(ทำไมมันใกล้จังง่ะ...)

เบต้าสกิลโกงเกิ๊นนนนHot!

#1 By Hagane F คุง on 2012-03-05 22:48