ใครยังทนอ่านอยู่ยกมื่อขึ้น(ฮา)

 

เนื่องจากหลายๆตัวต้องอิงข้อมูลจากเจ้านี่เยอะ และไหนๆก็ไหนๆเลยเรียงลำดับตามในหนังสือมันไปโลดเลย(ฮา) กับเจ้าตัวที่ เห็นผ่านตากันบ่อยๆในเกม แต่ไม่มีใครจดจำ... จะมาเด่นหน่อยก็ตอนในอนิเมที่กำลังจะออกนี่แล เหอๆ

 

กองทัพอเมริกา

F-15 Eagle [แม็คดาเอล โดแกลม]

 


 

ด้วยข้อมูลที่ได้รับมาจากปฏิบัติการณ์ตอบโต้กลับครั้งใหญ่ในยุโรปตะวันออก “โอเปอเรชั่น บาเรโรโกส” ในปี 1978 และ “โวล์กเดต้า” (อ่านเพิ่มเติมได้ในส่วนของMiG-21 ในส่วนรุ่นย่อยของแฟนท่อมจากรอบที่แล้ว) ที่ตกถึงมือของกองทัพอเมริกานั้น ทางกองทัพจำเป็นต้องยอมรับอย่างเจ็บปวดว่าการจะเอาชนะBETAได้นั้นแฟนท่อมมีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องมีเซ็นจุตสึกิยุคใหม่ที่เหมาะสม จึงมีการพิจารณารุ่นทดสอบ TSF-X อีกครั้งหนึ่ง(ใช้โค๊ดระหว่างการทดสอบเหมือนกับโปรโตไทป์ชิรานุยแต่เป็นคนละเครื่องกัน) จากข้อมูลที่ได้นั้นพบว่าเซ็นจุตสึกิส่วนใหญ่จะถูกทำลายก่อนได้ถึงไฮว์ และ63%ของจำนนที่ถูกทำลายนั้นคือการถูกเลเซอร์ของBETAจู่โจมใส่ และความเสียหายบริเวณส่วนเกราะนั้นมากกว่าที่คำนวณไว้ ถึงจะพัฒนาสารเคลือบต่อต้านเลเซอร์ได้ดีมากกว่านี้แต่ทว่าBETAสายพันธุ์อื่นๆ เช่น เดสทรอยเยอร์ และแกรปเลอร์ที่เป็นขนาดกลางเองก็มีพลังโจมตีที่รุนแรงเกินกว่าส่วนเกราะที่ถูกปะทะจะซ่อมแซมได้ง่ายๆ และหากโดนเต็มๆคือเสียหายขั้นไม่อาจซ่อมแซมนอกจากเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ และยังสายพันธุ์แทงค์ที่สามารถไต่ตามตัวแฟนท่อมที่เคลื่อนไหวชักช้าได้ง่าย จึงทำให้ทีมพัฒนามองเห็นแนวทางการออกแบบอย่างชัดเจน

 

หน่วยวิจัยเซ็นจุตสึกิยุคใหม่ของกองกำลังป้องกันประเทศ และหน่วยงานศึกษาBETA ได้กล่าวไว้ว่า “หลังจากที่ลำแสงกระทบเป้าหมาย กับการเกิดความเสียหายจากพลังงานของลำแสงนั้นมีช่องว่างของเวลาที่ตายตัวอยู่ช่วงหนึ่ง” และผลการวิจัยBETAสายพันธุ์เลเซอร์ของโครงการณ์อัลเทอเนทีฟเองก็ระบุว่า “หากทำความเข้าใจแพทเทิร์นการโจมตีของสายพันธุ์เลเซอร์ได้การหลบหลีกก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” เซ็นจุตสึกิยุคหน้าจึงควรเน้นหนักในด้านการเคลื่อนที่และความคล่องตัว และบริษัทแม็คดาเอล โดแกลมก็ได้รับหน้าที่ในการนำ TSF-X ไปพัฒนาต่อหลังจากการที่หลายบริษัทเสนอชื่อแย่งชิงกันเป็นผู้ผลิต และในปี1984 F-15 อีเกิ้ลก็เสร็จสมบูรณ์ และได้มีการนำเข้าประจำการกองทัพอเมริกา

 

 อีเกิ้ลนั้น นอกจากการเพิ่มกำลังขับให้กับจัมป์ยูนิตและความคล่องตัวทางสรีระตามแนวทางการพัฒนาของยุคที่2 แล้วนั้น  ในยุคเดียวกันนี้ก็มีการพัฒนาทางด้านอวิโอนิคส์และคอมพิวเตอร์ที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้ความเสี่ยงในการเสียสมดุลจากความเร็วที่มากขึ้น(ล้มง่ายขึ้น) ได้ถูกเทคโนโลยีในการคำนวณของคอมพิวเตอร์เข้าช่วยจัดการจนหมด ระบบภายในเป็นรูปแบบ Operation By Wire(OBW) และได้รับการกล่าวว่าเป็นอาวุธสำหรับต่อต้านBETAอย่างแท้จริง

 

เนื่องจากประสิทธิภาพของอีเกิ้ล มันจึงถูกทำการผลิตขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อเข้าประจำการแทนแฟนท่อม เริ่มจากภายในกองทัพอเมริกาแล้วค่อยแพร่หลายไปนานาประเทศในไม่กี่ปี

 

เมื่อเทียบกับF-4หรือเซนจุตสึกิของญี่ปุ่นแล้ว เวพ่อนเบย์สำหรับเก็บมีดหรือแม็กกาซีนจะอยู่ที่หัวเข่า และก็กลายเป็นพื้นฐานของเซ็นจุตสึกิรุ่นถัดๆไปของอเมริกาที่จะติดตั้งไว้ที่เข้า และอาวุธประชิดใช้เพียงมีดเท่านั้น

 

รุ่นต่างๆของอีเกิ้ล

 

F-15A อีเกิ้ล

 

รุ่นผลิตใช้งานรุ่นแรกที่นำเข้าประจำการ

 

F-15B อีเกิ้ล

 

รุ่นอัพเกรดเล็กน้อยของแบบA

 

F-15C อีเกิ้ล

 


 

อีเกิ้ลรุ่นที่มีจำนวนประจำการปัจจุบันมากที่สุด โดยพัฒนาต่อจากF-15Aที่เป็นรุ่นแรก ได้ทำการยืดระยะเวลาปฏิบัติการณ์ให้ยาวนานมากขึ้น ระบบแบตเตอรี่ และกำลังขับของจัมป์ยูนิตมีอัตราค่าพลังงานที่สูงขึ้น มองจากภายนอกแทบจะไม่มีความแตกต่างเลย ในปี1986 ได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ Pratts & Witney F-100-PW-100 และได้เสริมระบบเรดาร์ไว้เผื่อสำหรับการรับมือมนุษย์ด้วยกัน

 

F-15D อีเกิ้ล

 

รุ่นอัพเกรดเล็กๆน้อยๆของรุ่นC

 

F-15E สไตร์ค อีเกิ้ล

 


 

อีเกิ้ลรุ่นก่อนๆนั้น ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพเป็นที่น่าพอใจแต่ว่าต่อให้ดึงออกมาใช้ได้เต็มที่นั้นก็ยังทำได้แค่ป้องกัน ยังไม่เพียงพอสำหรับการรุกคืบ และแบตเตอรี่เชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ก็ไม่ได้สูงมากนัก ถึงแม้ว่าจะทำตามข้อเรียกร้องและดีไซน์ให้มีรูปทรงที่สลิมกว่าแฟนท่อมมากแล้วก็ตาม แต่ว่าประสิทธิภาพเครื่องยนต์ไม่ได้มากขึ้นตามไปด้วย(กล่าวคือเครื่องยนต์ยังมีประสิทธิภาพที่เทียบเท่าแฟนท่อม แต่เพราะรูปทรงที่เพียวบางและน้ำหนักที่เบากว่าทำให้มีความคล่องตัวสูงกว่า) ซึ่งในรุ่นCเองก็ถือว่าได้แก้ไขในข้อบกพร่องตรงจุดนี้ไปแล้ว แต่ยังเป็นเพียงการแก้ไขเฉพาะหน้าและยังมีข้อจำกัดอยู่ จึงได้มีการรื้อไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้รองรับกับการปรับปรุง และยังสามารถรับการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคตได้ง่าย และในรุ่นนี้เองก็ได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกในปี 1995

 

ในปี1990 ที่F-15 อีเกิ้ล ได้เข้าประจำการได้มีแผนที่จะหาผู้สืบต่อ และYF-22จากโครงการ ATSF (Advance Tactical Surface Fighter) ก็เป็นรุ่นที่ถูกรับเลือกให้เข้าประจำการณ์แทน ทว่าแม้จะมีประสิทธิภาพที่สูงแต่ว่าทางกองทัพอเมริกาก็ยังไม่เห็นหนทางที่จะลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้F-22A แรปเตอร์สามารถผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อแทนอีเกิ้ลทั้งหมดในปัจจุบันได้ อเมริกาที่ยึดแนวทางในการใช้Gบอมบ์เป็นหลักซึ่งทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องสมรรถนะสูงเป็นจำนวนมากนั้น จึงเปลี่ยนแผนจากการให้แรปเตอร์เข้าประจำการแทนทั้งหมดนั้นให้เป็นการยืดอายุการใช้งานของรุ่นใช้งานปัจจุบัน โดยในตอนนั้น สไตรค์อีเกิ้ลของแม็คดาเอล โดแกลม และF-16XL ของเจเนรัลไดนามิคก็ได้เข้าแข่งขันกันในโครงการDRTSF และในระหว่างนั้นแผนนำแรปเตอร์เข้าประจำการจำนวนมากก็กลายเป็นหมันไปเสียก่อน สไตรค์อีเกิ้ลที่อยู่ระหว่างพัฒนาจึงได้รับข้อมูลของแรปเตอร์มาสำหรับใช้ในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์แบบสเตลท์ หรือกระทั่งข้อมูลสำคัญอื่นๆทำให้มีการพัฒนาต่อยอดไปกว่าในตอนแรก

 

ในช่วงสุดท้ายของโครงการ DRTSF สไตรค์อีเกิ้ลก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะและจะถูกนำเข้าประจำการณ์แทนที่อีเกิ้ล ซึ่งสาเหตุมาจากการที่สไตรค์อีเกิ้ลนั้นสามารถนำอีเกิ้ลที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงได้ง่ายต่างจากF-16XL ที่ต้องสร้างใหม่หมด อีกทั้งยังใช้ต้นทุนต่ำกว่า

 

ถึงอย่างนั้น ในส่วนภายในที่มองไม่เห็นแล้วนั้นเรียกว่าสไตรค์อีเกิ้ลเองก็มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ภายนอกแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงและการเสริมความแข็งแกร่งของเกราะก็ไม่มีการพัฒนาต่อ ชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิคต่างๆได้ใช้ของใหม่ทั้งสิ้น และลดความซับซ้อนของโครงสร้างลง เพิ่มน้ำหนักบรรทุก อัพเกรดระบบไอวิโอนิคส์ ติดตั้งคอมโพสิตอาเมอร์และอัพเกรดด้านอื่นๆโดยรวม ส่วนเข่าที่ใช้เก็บมีดกับแม็กกาซีนสามารถปลดทิ้งได้เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความคล่องตัว จนจัดว่าเป็นคนละรุ่นกับอีเกิ้ลเลยก็ว่าได้

 

ในปี1995ที่สไตรค์อีเกิ้ลได้เริ่มการผลิตจำนวนมากนั้น ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพของเครื่อง แต่เพราะการดูแลรักษาที่ทำได้ง่ายและไม่ต้องใช้ความรู้มากไปกว่าอีเกิ้ลรุ่นปกติมากนักทำให้ประเทศที่มีอีเกิ้ลประจำการอยู่แล้วหลายๆแห่งนั้นตัดสินใจนำเข้าสไตรค์อีเกิ้ลด้วย และหลังจากนั้น สไตรค์อีเกิ้ลก็ถูกเรียกขานว่า “เซ็นจุตสึกิยุค2ที่แข็งแกร่งที่สุด” ในภายหลังจากที่มีการผลิตเซ็นจุตสึกิยุคที่3ขึ้นมาแล้ว สไตรค์อีเกิ้ลก็ยังคงเป็นรุ่นที่ตลาดต้องการมากที่สุดรุ่นหนึ่ง และยังคงเป็นกำหลังหลักของอเมริกาและหลายๆประเทศ โดยมีรุ่นย่อยคือรุ่นประจำการกองทัพอากาศการบินพิกัดต่ำ ซึ่งเพิ่มน้ำหนักบรรทุกให้มากขึ้น และเปลี่ยนไปใช้ทรัสเตอร์ที่กำลังขับด้อยกว่ารุ่นปกติ

 

นักบินที่ปรากฏ

 

อากอส1 ยูยะ บริดจ์

 

F-15・ACTV แอคทีฟ อีเกิ้ล

 

 

รุ่นปรับปรุงของอีเกิ้ลที่กำลังพัฒนากันอยู่ในปี 2001 เนื่องจากการถูกตัดงบประมาณ อีกทั้งยังความเป็นไปได้ที่จะเสียส่วนแบ่งการตลาดไปจากการเข้าประจำการของแรปเตอร์ในอนาคต เพื่อความอยู่รอดของบริษัทโบนิ่ง (แม็คดาเอล โดแกลมถูกรวบเป็นส่วนหนึ่งของโบนิ่งไปแล้วในปัจจุบัน ไม่ใช่โบอิ้งนะ เหอๆ) ทางบริษัทจึงคิดแผนการตลาดแบบอาฟเตอร์มาเก็ตเพื่อจะสร้างสินค้าสำหรับทำรายได้ให้ตน โดยใช้ชื่อแผนการว่า “โปรเจคท์ฟีนิกซ์” และได้ผลิตขึ้นเป็นจำนวน 2 เครื่องเพื่อเข้าร่วมทดสอบในโครงการXFJ

 

ทางโบนิ่งเห็นว่าหากจะพัฒนาแค่โครงสร้างภายในอย่างเดียวกับการที่พัฒนาจากอีเกิ้ลเป็นสไตรค์อีเกิ้ลล่ะก็จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ถึงแม้จะถูกเรียกว่าเป็นคนละอย่างกันทางด้านประสิทธิภาพก็ตามที และการจะพัฒนารุ่นใหม่ขึ้นเลยเพื่อประจำการก็จะมีการสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งเปลี่ยนจากแฟนท่อมเป็นอีเกิ้ล จึงได้เบสมาจากอีเกิ้ล ถึงแม้ว่าตามเดิมจะอยากพัฒนาต่อจากสไตรค์อีเกิ้ลก็ตามที แต่ทว่าเมื่อคิดจากจำนวนการเข้าประจำการแล้วจึงตัดสินใจเลือกอีเกิ้ลแบบAหรือCแทน

 

แอคทีฟอีเกิ้ลได้รับการพัฒนาโดยใช้ชิ้นส่วนเสริมประสิทธิภาพภายนอก ฮาร์ดแวร์ภายใน ติดตั้งนอสเซิลทรัสเตอร์ขนาดใหญ่ที่ไหล่ทั้ง2ข้าง จัมป์ยูนิตเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับแรปเตอร์ ติดตั้งเซนเซอร์พ็อดเพิ่มที่หัว รวมถึงที่ส่วนแขนทำให้ความแม่นยำในการโจมตีมากขึ้น รวมถึงถอดเวพ่อนแร็คที่หลังออกแล้วติดตั้งทรัสเตอร์ที่ใช้เครื่องยนต์ Pratts & Witney 114wb  โดยสามารถกลับไปใช้เวพ่อนแร็คแบบเดิมได้แต่ความเร็วจะลดลงราว30% โดยแอคทีฟอีเกิ้ลเร่งความเร็วมากสุดได้ที่ระดับ8G และมีความสามารถในการสเตลท์อยู่เล็กน้อย โดยถูกจัดเป็นยุค2.5 เพราะเหตุนี้เอง

 

หน้าที่หลักของแอคทีฟอีเกิ้ลคือมีไว้ใช้ในการบุกทะลวงแนวป้องกันของเบต้าเพื่อเข้าไปจัดการสายพันธุ์ที่มีความสามารถในการยิงเลเซอร์ หรือฟอร์ทที่เป็นอันตรายสูง รวมถึงไว้ใช้ยามที่แนวป้องกันถูกเบต้าเจาะเข้ามาก็สามารถรุกเข้ากำจัดได้อย่างว่องไวด้วย หากไม่นับระยะเวลาปฏิบัติการณ์ที่ลดลงแล้วนั้นเรียกว่าไม่มีข้อด้อยให้เห็น

 

แอ