หายหัวไปนาน(ฮา) เตือนล่วงหน้าว่ารอบนี้ภาพหุ่นไม่เท่าไหร่แต่นักบิน เยอะจนน่ากลัวเลยล่ะครับ... แต่ก่อนอื่นก็แจ้งอัพเดตข้อมูลในส่วนที่ผ่านมาก่อน คือ

 

ทาเคมิคาสึจิ 00R (รุุ่นสีน้ำเงิน) หัวหน้าหน่วยที่16 ทัพราชองครักษณ์, ผู้คุมอำนาจแท้จริงเหนือโชกุน(ในเรื่องส่วน The Day After ของโลกUnlimited) แม่ทัพใหญ่อิคารุกะ(ภาพจากโครนิเคิล03 ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าเฮียแกแต่ก็ยังไม่รู้ชื่ออยู่ดี....)

 

ทาเคมิคาสึจิ 00C ชิโรกาเนะ ทาเครุในเนื้อหาส่วนเดียวกัน(ยังไม่มีการพูดถึงว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้มาอยู่กับโคโนเอะในสภาพนี้)

 

และนักบินตกหล่นของ F-15E สไตรค์อีเกิ้ล "ชิคเกนไดเวอร์" Aquila01 อังรี กิสเช่น(ตัวละครที่เรทติ้งดีในหมู่สาวรุ่นป้า..... ข้อมูลจากแบบสอบถามที่ญี่ปุ่น.....)

 

ทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น

จักรกลสงครามเดินเท้าทางยุทธวิธี รุ่นปี 94

不知火ชิรานุย (TSF-Type94) [อุตสาหกรรมหนักฟุกะคุ, อุตสาหกรรมหนักมิตสุฮิชิ, อุตสาหกรรมหนักคาวาซากิ]

 


 

ในปี1983 ได้มีการเริ่มเลือกหาเซ็นจุตสึกิที่จะนำมาใช้เป็นกำลังหลักของกองทัพ และได้รับการโฆษณาว่าเป็นโครงการTSF-X รุ่นที่2 ใน5ปีให้หลัง (ถ้านับซุยกาคุที่เบสมาจากF-4Jเกคิชินที่เป็นรุ่นย่อยของแผนท่อมจากอเมริกาอีกทีว่าเป็นเครื่องแท้ๆของญี่ปุ่นล่ะก็นะ...)  โดยถือรุ่นใช้งานจริงล่าสุดในตอนนั้นอย่าง F-14 ทอมแคท, F-15 อีเกิ้ล หรือ F-16 ไฟท์ติ้งฟาลค่อนเป็นเป้าหมายที่จะซื้อไลเซนส์เข้ามาเพื่อใช้เป็นเบส ทว่าเนื่องจากสถานการณ์ในตอนนั้นที่อเมริกาได้เข้าสนับสนุนNATOในการตีโต้BETAที่แถบยูราเซียโดยการเสริมกำลังเข้าในแนวป้องกันของยุโรปและเลื่อนการสนับสนุนประเทศในแถบเอเชียออกไปแบบไม่มีกำหนด ทำให้ในเวลานั้นญี่ปุ่นที่มีแต่F-4จึงเริ่มระแวงว่าในอนาคตมีความเสี่ยงสูงที่อเมริกาจะลดความน่าเชื่อถือลง จึงมีการเสนอขึ้นในกองทัพว่าควรจะเปลี่ยนมาผลิตเซ็นจุตสึกิใช้เองในประเทศแทนที่จะรอต่างชาติเป็นหลักเช่นแต่ก่อน เมื่อมีกระแสความไม่พอใจออกมาเช่นนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยอมเข้าช่วยเหลืออย่างลับๆในด้านการให้การศึกษาแก่นักวิจัยญี่ปุ่นเพื่อจะให้สร้างเซ็นจุตสึกิของตัวเองได้ในโครงการณ์เบื้องหลัง “โยโค” และในส่วนของการพัฒนานั้นก็ได้พัฒนากันเองในประเทศด้วยความร่วมมือของ3บริษัทใหญ่โดยนำเอาความรู้จากเมื่อครั้งพัฒนาเกคิชินกับซุยกาคุมาใช้ร่วมด้วย

 

 

เมื่อช่วงแรกเริ่มการออกแบบนั้นเหล่าบริษัทได้มีเสียงบ่นว่าการที่พวกขุนนางตั้งใจให้พัฒนารุ่นใหม่ออกมาเรื่อยๆแบบนี้นั้นเป็นเรื่องที่เกินความสามารถทางด้านวิทยาการและงบประมาณของญี่ปุ่นมากเกินไปต่างกับอเมริกาที่ทั้งเทคโนโลยี เงินทุน และวัตถุดิบมีเหลือเฟือ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางด้านการออกแบบทีมพัฒนาจึงตั้งใจให้รุ่นที่จะพัฒนาขึ้นนี้สามารถใช้เป็นกำลังหลักได้เกิน10ปี จะดีกว่าการต้องออกแบบรุ่นใหม่มาเรื่อยๆ และถ้าจะใช้เป็นกำลังหลักด้วยเลยนั้นก็จำเป็นต้องมีราคาและประสิทธิภาพที่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพให้ได้มากขึ้นด้วยงบที่จำกัด เริ่มจากส่วนเกราะที่ทำจากโลหะผสมชนิดใหม่ บางและมีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นก่อนอย่างเกคิชิน แต่สามารถทนลำแสงของBETAได้มากราว10วินาทีก่อนจะถูกทำลาย OSรุ่นใหม่สำหรับการบังคับที่คล่องตัวขึ้น และระบบเชื่อมต่อภายในด้วยสายออพติคัลไฟเบอร์ซึ่งกลายเป็นระบบ OBL(Operation By Light) ที่เป็นระบบหลักในการเชื่อมต่อของเซ็นจุตสึกิยุคที่3 ติดตั้งระบบเดต้าลิงค์สำหรับเชื่อมโยงข้อมูลของทุกเครื่องเข้าด้วยกันเพื่อให้การวางแผนปฏิบัติกาณ์สามารถทำได้แบบเรียลไทม์ไม่ต้องรอการรายงานจากผู้ที่เจอเรื่องโดยตรง ทำให้โครงการพัฒนาถูกยกระดับขึ้นไปเทียบเท่ากับโครงการ ATSF ที่อเมริกาและนานาชาติกำลังเริ่มพัฒนายุคที่3กันอยู่ได้ ทว่าแม้นี่จะกลายเป็นตัววัดระดับยุคที่3แล้ว แต่ก็ยังมีหลายๆชาติพูดว่าถึงจะเริ่มเข้าสู่ยุคที่3ได้แต่การจะสานต่อให้เสร็จด้วยวิทยาการของญี่ปุ่นเองมันเป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่เรื่องของโลหะผสมที่จะทำให้ได้สเป็คตามนั้น ยังไม่รวมถึงการข้ามขั้นไปยังยุค3เลยทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ของยุค2(ถึงแม้ในภายหลังจะมีทาเคมิคาสึจิที่ “โม้” ว่าพัฒนาโดยไม่พึ่งต่างชาติและเซ็นจุตสึกิยุค2ก็เถอะ.....) ทีมพัฒนาจึงทำการศึกษาวิทยาการเพิ่มเติมจากโครงการยานอวกาศอย่างโปรเจคท์โพรเมเทอุสเพื่อจะหาวัสดุที่เหมาะสม ในด้านOSนั้นทางด้านมิตสุฮิชิได้เริ่มพัฒนาใหม่หมดอย่างเป็นเอกเทศไม่ยึดพื้นฐานจากเครื่องของต่างชาติ และค่อยๆยกระดับวิทยาการของตนเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆเพื่อที่จะพัฒนาต่อให้เสร็จสิ้นให้ได้

 

ในปี1985 หลังเริ่มโครงการได้ไม่กี่ปีแต่ก็พบว่าไม่มีความคืบหน้าเลยนั้น เมื่อทราบว่าได้มีการติดต่อขอซื้อF-15อีเกิ้ลมา12เครื่องนั้น ทีมพัฒนาได้ทำการขออีเกิ้ลมาจากกลุ่มทดสอบ4เครื่องเพื่อนำมาศึกษา และได้ชะงักการพัฒนาชิรานุยเพื่อไปผลิตF-15J คาเกโร่ขึ้นใช้ก่อน หลังจากผลิตไปได้จำนวนหนึ่ง(188เครื่อง) ก็ได้รวบรวมประสบการณ์ของผู้ผลิตและกระแสตอบรับของนักบินที่ได้ขับคาเกโร่ว่าต้องการเครื่องที่เป็นเช่นไรได้มากพอก็กลับมาเริ่มพัฒนาชิรานุยต่อ และในท้ายสุดแล้วเซ็นจุตสึกิยุคที่3แบบแรกของโลกก็กลายเป็นตำแหน่งของชิรานุยที่พัฒนาเสร็จก่อนรุ่นอื่นๆที่กำลังพัฒนาในขณะนั้นในปี1994 และได้เริ่มเข้าประจำการในแนวหน้าหลายๆแห่งของญี่ปุ่นควบคู่กันกับเกคิชิที่มีประจำการอยู่ก่อนแล้ว โดยสเป็คของชิรานุยก็ได้ตามต้องการแทบทุกด้าน

 

นอกจากส่วนเกราะจะมีความทนทานต่อลำแสงสูงกว่าเกคิชินแล้วนั้น ในด้านอื่นๆทั้งความเร็วและกำลังเครื่องก็สูงกว่าแบบเห็นชัด ตัวเกราะแบ่งเป็สองชั้นคือชั้นในและชั้นนอก โดยชั้นในจะเป็นแผ่นโลหบางเบา ส่วนด้านนอกจะเป็แบบโลหะผสมที่หนาและทนทานกว่า เมื่อเกราะชั้นนอกเสียหายนั้นสามารถถอดออกเพื่อซ่อมแซมได้ง่ายไม่จำเป็นต้องแยกชิ้นส่วนทั้งชิ้น รูปแบบที่โค้งมนทำให้ลดพลังทำลายของBETAลงได้ส่วนหนึ่ง ความเร็วสูงสุดของชิรานุยอยู่ที่ราว700 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในภาคพื้นดิน ที่ค่อนข้างด้อยกว่าเครื่องใหม่ๆทางฟากอเมริกาแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักบินของญี่ปุ่นที่ไม่ได้รบด้วยวิธีการที่ต้องอาศัยความเร็วมากขนาดนั้น โครงสร้างนั้นคงจุดเด่นของญี่ปุ่นไว้ไม่ว่าจะเบลดเมาท์ เซนเซอร์แมสท์แบบครีบสองข้างศีรษะ ไนฟ์ชีทที่แขน ระบบทำลายตัวเอง นอกนั้นไม่มีจุดเด่นชัดทำให้ปรับแต่งตามภารกิจง่ายและติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้หลากหลายทว่าโครงสร้างที่ละเอียดละอ่อนเกินไปทำให้ไม่มีกองทัพชาติอื่นสนใจจะซื้อไปใช้ เท่าที่มีการใช้งานคือจักรวรรดิญี่ปุ่น และหน่วยพิเศษA-01 ของกองทัพUNที่ประจำการฐานทัพโยโกฮาม่าเท่านั้น

 

จุดเด่นอีกอย่างของชิรานุยคือครีบที่หัวและแขน เนื่องจากชิรานุยมีกำลังขับดันที่ต่ำกว่าเครื่องของอเมริกาที่เป็นต้นแบบอย่างF-15 อีเกิ้ลแถมยังมีน้ำหนักมากกว่าทำให้เป็นเครื่องที่บังคับได้ยากมากสำหรับนักบินที่ถูกฝึกมาด้วยเครื่องต่างชาติ ซึ่งครีบเหล่านั้นมีไว้ใช้ในการเปลี่ยนทิศทางของชิรานุยในขณะที่อยู่กลางอากศเหมือนแพนหางของจรวดและเครื่องบินทำให้การเปลี่ยนทิศทางนั้นทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทิศของจัมป์ยูนิต ส่งผลให้ชิรานุยเป็นเครื่องที่มีความคล่องตัวในขณะลอยอยู่กลางอากาศค่อนข้างสูง และเพิ่มความค่องแคล่วในการรบแบบประชิดตัวไปด้วย

 

ทว่าเพราะตั้งใจสร้างให้สเป็คสูงมาแต่แรกแล้วนั้น ทีมพัฒนาได้พลาดไปเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการอัพเกรด ชิรานุยนั้นแม้จะปรับแต่งภายนอกง่ายแต่สำหรับฮาร์ดแวร์ในตัวเครื่องนั้นเนื่องจากได้ออกแบบมาละเอียดซับซ้อนเกินไปจึงทำให้พัฒนาต่อยาก และนั่นจะไม่มีปัญหามากนักถ้าไม่มีกระแสตอบรับจากนักบินว่าชิรานุยนั้นยังมีข้อบกพร้องที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อยู่ และสเป็คของชิรานุยนั้นไม่เพียงพอที่จะใช้รับมือBETAเกิน10ปีได้อย่างที่ต้องการแน่ๆ จึงเป็นที่มาของการพัฒนารุ่นสืบต่อของชิรานุยอย่างชิรานุย อิจิกะตะไทเฮย์ และชิรานุย นิกะตะ(ส่วนของนิกะตะจะแยกไว้เขียนถึงในครั้งหน้า ตอนนี้เอาแค่อิจิกะตะไทเฮย์ก่อนนะครับ)

 

สำหรับการใช้งานชิรานุยที่เด่นชัดนั้นคือหน่วยA-01 ในโครงการอัลเทอเนทีฟ 4 โดยหน่วยA-01 นั้น นักบินสมาชิกหน่วยทั้ง108คนนั้นต่างใช้ชิรานุยเป็นเครื่องประจำตัวกันทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นโครงการสำคัญจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ (ถึงอย่างนั้นจักรวรรดิก็ไม่ยอมให้ใช้ของดีกว่านี้อย่างอิจิกะตะไทเฮย์หรือทาเคมิคาสึจิน่ะนะ......) และบางส่วนก็ได้รับการอัพเกรดด้วยOS XM-3 ที่เกิดจากไอเดียของชิโรกาเนะ ทาเครุ ที่ศจ.โคซึกิ ยูโกะนำมาสานต่อจนได้OSที่ทำให้เซ็นจุตสึกิขยับได้ดั่งใจนึกและมีประสิทธิภาพในการต่อสู้ประชิดตัวสูงขึ้น โดยกลุ่มแรกคือหน่วย207ในระหว่างการเรียนที่ได้ทำหน้าที่ทดสอบ และเมื่อสมบูรณ์จึงนำไปติดตั้งให้กับหน่วยย่อยที่9ของA-01 อิซุมิวัลคิรี่เป็นกลุ่มถัดไป ชิรานุยกลุ่มนี้จะทาสีUNบลูตามแบบสหประชาชาติแทนสีประจำของจักรวรรดิญี่ปุ่น ผลงานโดดเก่นคือการใช้ชิร