ก่อนเข้าเรื่องขอบ่นซักนิด ใครไม่อยากอ่านข้ามไปได้เลยครับ ไม่สิ ข้ามได้เป็นดีถ้าไม่เกี่ยวข้อง(ฮา)

.

.

.

ผมเตือนแล้วนะครับ ใครไม่อยากอ่านผมบ่นรีบผ่านลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้(ฮา)

.

.

.

หายไปนานเนื่องจากชีวิตมหาลัย แถมหงุดหงิดกับพวกที่ทำเป็นอวดฉลาดทั้งที่ข้อมูลมั่วสุดขีดบ้าง จำอะไรผิดๆจากบอร์ดฝรั่งมาแล้วทำเป็นรู้มากบ้าง แล้วก็พวกที่อ่านแค่อ่านแค่สปอยแล้วทำเป็นรู้เยอะคิดว่าตัวเองแน่ พอบอกว่าที่พล่ามๆมานั่นผิดแล้วดันเถียงข้างๆคูๆ ไม่ก็หลุดไต๋ออกมาเองว่าเป็นพวกจำจากคนอื่นแล้วเอามาทำอวดเนี่ย... ในฐานะคนแปลนี่เสียกำลังใจฟร่ะครับ... ไม่ได้หมายถึงเว็บทางฟากฝรั่งไม่ดีนะ ยอมรับว่าหลายๆส่วน แปลแบบทำการบ้านมาดีมาก แต่กลับกันหลายๆ ส่วนนี่เขียนแบบเอาอารมณ์ไม่ก็อคติใส่เต็มที่ก็มี ถึงพักหลังจะเหลือน้อยกว่าแต่ก่อนก็เถอะ มันก็ยังมีอยูดี - - เรื่องเถียงนี่ไม่เคยไม่พอใจครับ ถ้าเถียงด้วยข้อมูลหรืออย่างมีเหตุผลนี่ยิ่งชอบ แต่ไม่ใช่แบบก็ตูจะถูกให้ได้ เฮ้อ... ส่วนเรื่องผิดถูกนั่น ผิดไม่ว่าแต่พวกอวดฉลาดทั้งผิดๆแถมพอสวนแล้วไม่ยอมรับไม่ก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆนี่สิ....

.

.

.

จบการบ่นแค่นี้

.

.

.

 คราวนี้ขอเขียนถึงอีกหนึ่งรุ่นเด่นจากโททัล อีคลิปส์กันนะครับ แต่ก่อนหน้านั้น ขอเขียนถึงอีกตัวหนึ่งที่จำเป็นในการเท้าความเสียก่อน ตามด้วยของแถมท้ายตอน

 

มีสปอล์ยประปราย

 

 
 

 

กองทัพบกสหภาพโซเวียต

Журавлик  Su-27 ชูราบริค (สุโฟนี่)

 


 

เซ็นจุตสึกิยุคที่ 2 ที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้มีความโดดเด่นในการสู้รบระยะประชิด

 

ในช่วงของแผนการอัลเทอเนทีฟⅢ ที่สหภาพโซเวียตเป็นผู้นำโครงการนั้น โซเวียตได้เลือกนโยบาย “ใช้งานเซ็นจุตสึกิรุ่นของประเทศอื่นที่เข้าร่วมโครงการ” และเลือกใช้งาน F-14 ทอมแคท รุ่นปรับปรุง (F-14AN3 ไมด์ซีกเกอร์) ซึ่งผลที่ได้ก็คือการถูกคัดค้านอย่างหนักจากภายในสหภาพ ทว่าเนื่องจากในยุคนั้นแล้ว เซ็นจุตสึกิของโซเวียตที่เป็นเครื่องสัดกั้นรุ่นล่าสุดในขณะนั้นอย่างMiG-25 สปิท-วอซ และ MiG-31 พลัมย่า ลิซ่า (ที่บ้านเรามักคุ้นเคยชื่อฟ็อกซ์แบทกับฟ็อกซ์ฮาวด์ที่ตั้งโดยนาโต้มากกว่าชื่อรัสเซีย) ที่เป็นของมิกทั้งคู่นั้น มีประสิทธิภาพที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในแผนการ จึงตัดสินใจเลือกใช้ F-14AN3 ไมด์ซีกเกอร์ ของสุโฟนี่(สุคอยของโลกเรา)แทน ซึ่งสำหรับสุโฟนี่ที่มีความเป็นพวกหัวเก่าที่เทคโนโลยีล้าหลังกว่ามิโคยัม กุลบิช (คงไม่ต้องบอกสำหรับคอเครื่องบินว่าแผลงชื่อมาจากมิโกยัน-กูเรวิช) การได้ผลิตเครื่องของอเมริกาจึงกลายเป็นโนฮาวทางด้านเทคโยโลยีชั้นดี องค์ความรู้ด้านต่างๆของเซ็นจุตสึกิ รวมไปถึงเป็นสายเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสุโฟนี่กับกราแนง(กรัมแมน) หลังจากนั้น เมื่อกราแนงตกรอบในโครงการATSF ของอเมริกา เพื่อรักษาให้องค์ความรู้ของบริษัทไม่หายไป รวมไปถึงเหตุผลด้านปัญหาการเงิน จึงมีการลักลอบส่งมอบข้อมูลของF-14 ให้กับสุโฟนี่ นอกจากนี้ เนื่องจากกราแนงในยุคนั้นได้รวมบริษัทเข้ากับนอร์ทร็อค(นอร์ทร็อปในโลกจริง) ทำให้สุโฟนี่ได้รับข้อมูลของ F-18 ฮอร์เน็ท มาไว้ในมืออีกด้วย

 

หลังจากที่ได้รับข้อมูลมาแล้ว สุโฟนี่จึงทำการพัฒนาเซ็นจุตสึกิที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่นเป็นของตัวเอง โดยใช้พื้นฐานเป็นเซ็นจุตสึกิขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูงเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกันกับ F-14 สำหรับSu-27 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานภายในไฮว์เป็นหลัก โดยได้ใส่เทคโนโลยีอาวุธรุ่นล่าสุดของโซเวียต “มอเตอร์เบลด” เข้าที่แขนทั้ง 2 ข้าง ส่วนไหล่ติดตั้งเบลดเบนที่ทำมาจากซุปเปอร์คาร์บอน และส่วนคมตามแขนขาเองก็เช่นเดียวกัน จึงกลายเป็นรุ่นที่มีอาวุธบิลท์อินอยู่เป็นจำนวนมาก และถูกประเมินค่าไว้สูงในการรบจริง ทำให้ทั้งมอร์เตอร์เบลดและเบลดเบนกลายเป็นมาตรฐานหลักของเซ็นจุตสึกิที่ออกแบบโดยโซเวียตไปโดยปริยาย

 

สำหรับมอเตอร์เบลดที่เป็นดั่งเครื่องหมายการค้าของเซ็นจุตสึกิโซเวียตเช่นเดียวกันกับไวเยอร์คัตเตอร์ที่ส่วนหัวนั้น จะติดตั้งไว้ที่ส่วนแขนด้านนอก เมื่อใช้งานไกด์อาร์มจะเปิดออกพร้อมฝาครอบแล้วดันส่วนตัวเลื่อยออกมา ก่อนที่เชนเบลต์จะหมุนอย่างเร็วจนมีสภาพเหมือนกับเป็นเลื่อยไฟฟ้า แต่ในการบำรุงรักษานั้นจะต้องถอดออกทั้งชุดแล้วเปลี่ยนใหม่แทน (ในอนิเมจะเห็นคมเลื่อยกลายเป็นสีแดงเหมือนมีความร้อนสูง ไม่แน่ชัดว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงานหรือว่าแก้ไขให้มอเตอร์เบลดสามารถทำเช่นนั้นได้กันแน่)

 

ทว่าเนื่องจากเป็นรุ่นแรกของโซเวียตที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ รวมถึงการเร่งผลิตเพื่อใช้งานจริงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ไม่ขาดสาย รวมถึงการดูแลรักษาทำได้ยาก ทำให้ในช่วงแรกมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในหมู่เอย์ชิที่ออกรบแนวหน้า โซเวียตจึงจัดตั้งโครงการพัฒนาเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 โดยการนำชูราบริคมาปรับปรุงเสียใหม่ ซึ่งสุดท้าย เครื่องทดสอบ Su-27M2 จึงได้กลายเป็นต้นแบบของ Su-37 เทอมิเนเตอร์ในภายหลัง ทำให้การใช้งาน Su-27 มีน้อยลง และในขั้นล่าสุดของโครงการนั้น Su-27SM ที่เป็นรุ่นแก้ไขปัญหาจากรุ่นปกตินั้น ก็ถูกจัดว่าเป็นเซ็นจุตสึกิที่ประสิทธิภาพเทียบเท่า F-15 อีเกิ้ลในทุกๆด้าน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความไว้วางใจทั้งจากภายในประเทศและตลาดโลก

 

ชูราบริคนั้นมักพบเห็นควบคู่ไปกับMiGซีรี่ย์ของโซเวียตเช่นเดียวกัน ตามหลักHi-Low-Mix ของโซเวียต โดยชูราบริคทำหน้าที่ในฐานะกำลังหลักที่ระยะเวลาปฏิบัติการณ์ยาวนาน ส่วนMiGซีรี่ย์นั้นจะมีระยะเวลาทำการสั้นกว่า แต่มีน้ำหนักเบาและราคาที่ถูกกว่าชูราบริค ส่วนในบางกรณีจะมีการใช้งานแค่ชูราบริคล้วนๆ ในจำนวนมาก เช่น กองพันชาร์ที่คัมชาสก้า

 

อนึ่ง ทั้งที่ชื่อแปลว่านกกระเรียนในภาษารัสเซีย แต่การตั้งชื่อหุ่นให้ดูเล็กๆน่ารักๆ ทั้งที่เป็นเซ็นจุตสึกิขนาดใหญ่นี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนตั้งชื่อคิดอะไรอยู่...

 

รูปแบบที่ปรากฏของชูราบริค

 

Su-27 ชูราบริค

 


รุ่นผลิตใช้งานรุ่นแรก

 

Su-27SM ชูราบริค

รุ่นเสริมประสิทธิภาพและแก้ปัญหาต่างๆจากรุ่นปกติ เนื่องทั้งมีกระแสมากมายมาว่า “ไม่มีทางชนะ F-15 อีเกิ้ลของอเมริกาได้” อีกทั้งประเทศฟากตะวันตกเริ่มทำการพัฒนาเซ็นจุตสึกิในยุค 3 กันไปแล้ว ณ เวลานั้น ผู้นำของโซเวียตจึงให้โอกาสสุโฟนี่ได้แก้ตัว โดยสิ่งที่ได้คือ Su-27M2 ที่เป็นเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3(2.5 ในมาตรฐานตะวันตก) ส่วนSu-27SM นั้นถือเป็นผลพลอยได้ระหว่างพัฒนา โดยอาวุธพื้นฐานยังคงใช้แบบเดียวกับชูราบริครุ่นปกติ โดยส่วนที่แตกต่างกับ Su-37 นั้น นอกจากชิ้นส่วนภายใน เซ็นเซอร์แมสต์ส่วนหัว จำนวนเบลดเบน และลักษณะของจัมป์ยูนิทที่ของ Su-27SM นั้นจะไม่มีปีกคานาร์ดด้านหน้าแล้ว ชูราบริคจะไม่มีนอสเซิลด้านหน้าทำให้ความคล่องตัวต่ำกว่า นอกนั้นแล้วรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันยังกับแกะ

 

เอย์ชิที่ปรากฏ

 

 

ร้อยเอกนาตาช่า อิวานอว่า(ฉบับอนิเม ในนิยายทาช่าจะขับเทอมิเนเตอร์เหมือนลาโทรว่า โดยถูกแก้ให้ขับชูราบริคแทนเนื่องจากต้องการเน้นให้ลาโทรว่าโดดเด่นมากขึ้นกว่าในนิยาย)

กองพันชาร์ทั้งหน่วยยกเว้นลาโทรว่า(ฉบับอนิเม ในนิยายนั้นนอกจากลาโทรว่ากับทาช่าแล้ว ยังมีสมาชิกกองพันคนอื่นๆอีกที่ขับเทอมิเนเตอร์ ที่เจาะจงตัวได้คือตัวประกอบสองคนที่พายูยะกับนิกะตะเยินๆออกนอกพื้นที่นั่นแล)

 

Su-27SK ชูราบริค

รุ่นสำหรับส่งออก

 

Su-27C/J-11 จางจิ จูอิจิกะตะ

 


เข้าประจำการในปี 1996 โดยจีนได้ซื้อไลเซนส์ไปเพื่อทำการผลิตในประเทศ และได้ลดทอนชิ้นส่วนหลายๆชิ้นไปใช้แบบที่ราคาถูกกว่าตามหลักHi-Low-Mix ของจีน(สังเกตได้ว่าต่างกับHi-Low-Mix แบบโซเวียต โดยโซเวียตจะหมายถึงการใช้งานหุ่นทั้งรุ่นประสิทธิภาพสูงต่ำมากน้อยปะปนกันไป ส่วนจีนคือการดาวน์เกรดลงเพื่อให้ผลิตได้ในจำนวนที่มากขึ้น) เนื่องจากน้ำหนักที่เบาลงทำให้ความคล่องตัวสูง ส่วนหัวเปลี่ยนไปใช้แบบราวด์มอนิเตอร์ตามสไตล์ของจีน

 

Su-27M2 ชูราบริค

รุ่นเสริมความคล่องตัวและประสิทธิภาพโดยรวม ภายหลังจึงกลายเป็นเครื่องต้นแบบของ Su-37M2 เทอร์มิเนเตอร์

 

Su-33 ชูราบริค

รุ่นสำหรับทัพเรือ ออกแบบสำหรับบรรทุกบนเรือรบโดยเฉพาะ

 

Su-32 อุซโครโนส/พลาปิทัส

รุ่นออกแบบสำหรับจู่โจมระยะไกลและสามารถติดตั้งขีปนาวุธเช่นเดียวกับ F-14 เป็นรุ่นพัฒนาถัดจากMig-25/31 โดยอุซโครโนสนั้นเป็นชื่อในภาษารัสเซีย ส่วนในภาษาอังกฤษคือพลาปิทัส(ทั้งคู่แปลว่าตุ่นปากเป็ด)

 

(บ่นนิด.... มีตั้งหลายรุ่นแต่ภาพน้อยชะมัดดดดดดดดดดดด แฟลงเกอร์!!!!!!!)

 

 

 

และแล้วก็ถึงเวลากับตัวหลักของบทความนี้ที่ทุกคน(ใคร...) รอคอย.....

.

.

.

เทอมิเนเตอร์

.

.

.

.

.

.

ไม่ใช่ล่ะ....

 

 

กองทัพบกสหภาพโซเวียต

Журавлик  Su-37 เทอมิเนเตอร์ (สุโฟนี่)

 


เซ็นจุตสึกิมัลติโรล รูปแบบขนาดใหญ่ในยุค 2.5 ของสุโฟนี่ เริ่มนำเข้าประจำการในปี 1997 โดยสหภาพโซเวียต

 

ในปี 1996 ด้วยการใช้งาน F-14AN3 อย่างต่อเนื่อง และด้วยข้อมูลรวมทั้งความช่วยเหลืออย่างลับๆของกราแนง อเมริกา รวมทั้งข้อมูลของ X-29 ที่เป็นรุ่นทดสอบเทคโนโลยี บริษัทสุโฟนี่จึงเริ่มแผนการพัฒนาเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 ขึ้น โดยเครื่องทดสอบในตอนนั้นได้รับรหัส Su-27M2

 

ในขณะเดียวกันนั้น การสูญเสียนานาประเทศในฟากตะวันตกทำให้คามจำเป็นในการใช้งานเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนถึงระดับฉุกเฉิน แผนการพัฒนาเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 ของโซเวียตจึงถูกเร่งให้เดินหน้าเร็วยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มสมรรถนะที่สูงอยู่แล้วของ Su-27M2 ให้มากขึ้นยิ่งกว่าเก่า จนถึงกับต้องหยุดการส่งมอบ Su-27 เพื่อพัฒนาเครื่องต้นแบบอย่างเต็มที่ ซึ่งรหัส Su-27M2 ชูราบริค ก็ได้เปลี่ยนเป็น Su-37M2 เทอมิเนเตอร์ในตอนนี้เอง

 

 

เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วเทอมิเนเตอร์เป็นรุ่นอัพเกรดของชูราบริคไม่ใช่รุ่นใหม่ เลย์เอาท์ภายในและลักษณะภายนอกเลยมีโครงเค้าจากเดิมปรากฏอยู่มาก ทว่าในเรื่องประสิทธิภาพนั้น ความสามารถในการต่อสู้ประชิดตัวถูกเพิ่มขึ้นด้วยเบลดเบนที่เปลี่ยนจากไหล่ละ 2 เป็น 4 ทรัสเตอร์เสริมที่ส่วนเอวด้านหน้าที่ทำให้ความคล่องตัวสูงขึ้นรมถึงความสามารถในการร่นถอย(เป็นต้นแบบนอสเซิลหน้าของนิกะตะในภายหลัง) นอกจากนี้ในส่วนของระบบอาวิโอนิคส์ที่เป็นจุดอ่อนของโซเวียตนั้น ได้รับความร่มมือจากนอสร็อค กราแนง ในการพัฒนาทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

 

 

 

ในด้านของอาวุธนั้น เนื่องจากมีการติดตั้งมอเตอร์เบลดไว้เป็นพื้นฐานแล้ว รวมถึงเบลดเบนที่ไหล่ ทำให้เทอมิเนเตอร์ รวมถึงเซ็นจุตสึกิยุคอื่นๆ นั้นไม่มีการติดตั้งไนฟ์ชีทสำหรับเก็บมีดสั้น และมักจะติดตั้งปืนจู่โจมรุ่น A-97 เป็นหลัก ซึ่งตัว A-97 นั้นก็ไม่ต่างกับปืนรุ่นอื่นๆที่ประกอบด้วยเชนกัน 36มม. และเครื่องยิงลูกระเบิด 120มม. ที่เปลี่ยนหัวกระสุนได้ตามการใช้งาน (เซ็นจุตสึกิในปัจจุบันของโซเวียตทั้งหมดล้วนติดตั้งอาวุธในสไตล์นี้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีการยืนยันว่าอาวุธหลายๆ ชนิดที่เคยปรากฏในเซ็นจุตสึกิยุคก่อนๆของโซเวียต อย่างดาบ Type-77 ที่นำเข้าจากจีนซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าของญี่ปุ่นแต่พลังทำลายสูงกว่า หรือ เกราะเสริมอเนกประสงค์ DS-3 เชอร์เชน โล่เกราะต่อต้านเลเซอร์ที่ติดตั้งรีแอคทีฟอาเมอร์และซูเปอร์คาร์บอนเบลดที่ใช้งานอย่างแพร่หลายโดย MiG-21 บาบาไลก้า และ MiG-27 อาลิเกเตอร์ นั้นยังมีการใช้งานโดยโซเวียตอยู่อีกหรือไม่ หรือว่าเลิกใช้งานแล้วหันมาพึ่งมอเตอร์เบลดและความคล่องตัวแทน)

 

เทอมิเนเตอร์ถูกเรียกว่า “เซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 แบบแรกของประเทศ” โดยโซเวียต ทว่าตามมารตรฐานตะวันตกแล้วกลับถูกจัดเป็นแค่ยุค 2.5 เท่านั้น นอกจากนี้ เดิมทีแล้วชื่อเล่นของSu-37 นั้นใช้ชื่อชูราบริคเหมือนกับ Su-27 แต่ทางตะวันตกตั้งชื่อเทอมิเนเตอร์ให้เพื่อสะดวกต่อการแยกแยะ ในภายหลังสุโฟนี่จึงตั้งชื่อรัสเซียให้ว่า “เชลมินาโทล”

 

รูปแบบที่ปรากฏของเทอมิเนเตอร์

 

Su-37M2 เทอมิเนเตอร์

 


รุ่นที่นั่งเดี่ยวของเทอมิเนเตอร์ โดยได้ทำการเสริมประสิทธิภาพของระบบเซ็นเซอร์แมสท์ที่ส่วนหัว FCS ระบบควบคุมการต่อสู้ในระยะประชิด ระบบสื่อสาร และเรดาร์ที่มีกำลังค้นหามากขึ้น

 

เอย์ชิที่ปรากฏ

 

 

พันโทฟิคาเซีย ลาโทรว่า หัวหน้ากองพันชาร์ล

 

นอกนี้ก็ทาช่าที่เขียนอธิบายไว้ข้างบนไปแล้ว

 

Su-37UB เทอมิเนเตอร์

 


รุ่นติดตั้งคอกพิตแบบ 2 ที่นั่ง เพื่อลดภาระของเอย์ชิลง โดยแนวคิดของคอกพิตแบบ 2 ที่นั่งนั้นได้รับอิทธิพลมาจาก F-14 ทอมแคท และ F-18 ฮอร์เน็ต ของอเมริกา รวมไปถึงความช่วยเหลือโดยลับด้วย

 

เอย์ชิที่ปรากฏ

 

 

 

สกาเล็ตทวิน ร้อยตรีคริสก้า เบียเชโนว่า และร้อยตรีอีเนีย เชสจิน่า

 

 

ร้อยโทเจอร์ซีย์ ซันดาค

 

กองทัพบกสหภาพโซเวียต

Журавлик  Su-47 เบอร์คูท (สุโฟนี่)

 


 

เซ็นจุตสึกิยุคที่3 อย่างแท้จริงที่เป็นผลงานจากการออกแบบของสุโฟนี่ โดยเริ่มมีการผลิตขึ้นในปี 1999 และในปี 2001 นั้นก็ได้มีการทดสอบสมรรถนะที่ฐานทัพยูคอส อลาสก้า โดยทดสอบเทียบกับ MiG-29OVT ฟัลครัม เพื่อจัดหาเซ็นจุตสึกิที่จะนำมาใช้เป็นกำลังหลักของโซเวียตต่อไป

 

เบสมาจาก Su-37 เทอมิเนเตอร์ที่มีความสามารถในการรบประชิดตัวเป็นจุดเด่น และออกแบบสำหรับการใช้งานในไฮว์โดยเฉพาะ โดยจุดเด่นทั้งหมดของเทอมิเนเตอร์ได้ถูงเน้นให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก ระบบอาวิโอนิคส์เปลี่ยนมาใช้ OBL ทำให้อัตราการตอบสนองต่อการบังคับสูงขึ้น ส่วนไหล่ติดตั้งเวคเตอร์ทรัสนอสเซิลเพิ่มเติม และเบลดเบนที่ทำจากซูเปอร์คาร์บอนถูกเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ใช้เหมือนปีกพยุงตัวขณะอยู่กลางอากาศได้ รวมไปถึงจัมป์ยูนิตที่ให้อัตราขับสูงทั้งกำลังเครื่องและอัตราเร่งที่ถูกดีไซน์ใหม่ในรูปแบบที่ไม่สมมาตรกัน ซึ่งทั้งคู่ก็ทำให้สมดุลของเครื่องเสียไปจนกลายเป็นควบคุมได้ยาก กลับกันแล้วเมื่อคุ้นเคยกับเครื่องก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป อีกทั้งทำให้การเคลื่อนไหวในระนาบ 3 มิติของเบอร์คูทจัดอยู่ในเกณฑ์สูงมาก นอกจากนี้ส่วนขาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็ทำให้บรรทุกเชื้อเพลิงได้มากกว่าเดิม เพิ่มระยะเวลาปฏิบัติการณ์ถึง 30%

 

จุดเด่นของเบอร์คูทคือจัมป์ยูนิตแบบปีกลู่หน้า และโฟลดิงก์เบลดที่ข้อเท้าที่เพิ่มเข้ามาสำหรับต่อสู้ประชิดตัว

 

ถูกใช้งานโดยหน่วยคุ้มกันที่ 43 ของโซเวียต

 

ชื่อของเบอร์คูท เป็นภาษารัสเซียที่แปลได้ว่า อินทรีทอง

 

รุ่นที่ปรากฏ

 

Su-47 เบอร์คูท

รุ่นมาตรฐานที่ถูกผลิตขึ้นในล็อตแรก

 

Su-47E เบอร์คูท

 


เครื่องทดสอบรุ่นเสริมสมรรถนะล่าสุดของSu-47 ในแผนงาน П3 ในปี2001 เดือน 10 ได้เริ่มการทดสอบที่ยูคอน อลาสก้า โดยหน่วยทดสอบและพัฒนาพิเศษที่ 331 ซึ่งด้วยคัวเครื่องที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่หรืออยู่ที่ 80% ในขณะนั้นก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เหนือชั้นกว่า Su-37UB เทอมิเนเตอร์ในทุกด้าน ทั้งที่เอย์ชิของเทอมิเนเตอร์ในตอนนั้นคือระดับแนวหน้าของเวียตอย่างร้อยโทซันดาคก็ตาม

 

 

 

ข้างล่างสปอล์ย!!

.

.

.

อนึ่ง จากPVครบรอบ10ปีที่ออกมานั้น ทำให้แฟนๆคาดเดากันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ยูยะจะกลายเป็นเอย์ชิของเบอร์คูทในเนื้อเรื่องของTEช่วงหลัง ทว่ายังไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัด นอกจากนี้ จากกล่องแอคชั่นฟิกเกอร์A3ของโวลค์ ภาพนักบินด้านหลังกล่องเป็นคริสก้ากับอีเนีย ที่แม้ในเนื้อเรื่องของTSFIA จะมีการกล่าวถึงโดยซันดาคว่าเบอร์คูทเป็นเครื่องที่เหมาะสมกับทั้งคู่ แต่สองคนนั้นก็ยังไม่ได้ขับเบอร์คูทเลยซักครั้ง รวมถึงเรื่องที่เบอร์คูทเป็นรุ่นที่นั่งเดี่ยวอีกด้วย อาจตีความได้ว่าแยกกันคนละเครื่องก็มีความเป็นไปได้ หรือไม่ก็เป็นความผิดพลาดของโวลค์ที่ตีความเองโดยที่เนื้อเรื่องยังไปไม่ถึงจุดนั้น

edit @ 3 Nov 2012 19:41:32 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:43:24 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:45:17 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:46:10 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:50:30 by Replikia

Comment

Comment:

Tweet

อยากได้เบอร์คูทอะ
ส่วนตัวไม่คิดว่ายูยะจะได้ขับเบอร์คูท เพราะมันจะเทพเกินพระเอก ถ้าจำไม่ผิดตามที่รัซเซียโวเอาไว้ว่าเบอร์คูทจะเป็นเครื่องบินที่ล่องหนได้จริงๆ ไม่ใช่ตัดสัญญาณเรดาร์ แต่เป็นใช้พลาสม่า
ถ้ามันเทพขนาดนั้นยูยะจะไปสู้กับใคร ให้ถล่มไฮฟ์ตัวคนเดียวก็ไม่น่าใช่ จะปราบคริสก้ากะอิเนียที่คลั่งในเทอร์มิเนเตอร์ก็คงชนะไม่ยาก ดังนั้นขับนิกาตะไปอะดีแล้ว หรือจะทำซันกาตะมาผลาญเงินตูอีกรอบนะ

#5 By bang04 on 2012-11-07 09:17

พึ่งรู้ว่า ร้อยโทเจอร์ซีย์ ซันดาค เป็นเอย์ชิด้วย นึกว่าเป็นแค่พวกทหารฝ่ายยุทธการจอมเจ้าเล่ ที่รบเองไม่เป็นซะอีก

#4 By kana-art on 2012-11-05 13:24

- คนเหล็กถ้าไปสู้กับเบต้าจริงก็คงไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปละครับ big smile
- ไม่รู้ว่าเกมที่จะทำออกมาปีหน้าจะทำถึงช่วงไหน และพวกภาพประกอบก็ไม่รู้จะใช้พวก A3 เหมือนเดิม หรือทำใหม่
- ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ จะรออ่านตอนต่อไป confused smile

#3 By SHADOW (103.7.57.18|101.108.37.249) on 2012-11-04 06:09

เข้าใจผิดมาตั้งนาน ที่แท้ อาร์โนล์ด ก็เป็น TSF ด้วยรึนี่!!!? //โดนถีบ Hot! Hot!

#2 By Butter-T on 2012-11-03 22:06

เอาจริงๆ มองผ่านก็แยกไม่ออกแล้วระหว่างชูราบริคกับเทอร์มิเนเตอร์ แต่เบลคุท ถ้าดูตามสามัญสำนึกแล้ว ยังไงก็ตัวร้าย(ฮาๆ)
ปล.เหยด จางจิเทอร์มิเนอเตอร์..... Hot! Hot!

#1 By Hagane F คุง on 2012-11-03 20:04