แค่ชื่อเอนทรี่ก็พาลปวดตับแล้ว ไม่รู้จะจัดหมดยังไงดี(ฮา) เอาจริงๆก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ามาบ่นๆๆ แล้วก็บ่นไปเรื่อยตามประสาคนขี้บ่นล่ะนะผม(ฮา)
 
ปล.เอ็นที่นี้ล่างๆ บ่นเยอะมาก ใครไม่สนใจก็อ่านข้างบนพอนะครับ(ฮา)
 
 
เริ่มกันด้วยเรื่องผีๆก่อนเลย(ฮา)
 
ส่วนตัวจริงๆแล้วผมเป็นพวกหัว แข็ง ไม่เชื่อเรื่องที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้(แต่ดันชอบดูดวง.... ไม่เชื่อเรื่องดวงแต่ชอบดูดวง ให้ตายเถอะ.....) แต่เรื่องนี้ ยังฟันธงไม่ได้ก็จริงแต่ขอเว้นไว้เป็นเคสพิเศษครับผม
 
เรื่องของเรื่องคือผมฝันเห็นผู้หญิงคนนึงมา3-4ปีแล้ว....
 
ถ้า อ้างอิงตามข่าวที่เคยๆมีไปว่า มนุษย์ไม่มีทางฝันเห็นหน้าคนที่ตัวเองไม่เคยเจอได้ ถึงจะไม่รู้จักก็อาจเป็นใครที่เคยเดินสวนกันก็ได้ก็จริงเถอะครับ แต่กับเคสนี้ขอยกไว้จริงๆนะ....
 
คือผมฝันเห็นคุณเธอคนเดิมมาตลอดเลยนี่ล่ะ ไม่ได้เจอทุกครั้งที่ฝันก็จริง แต่มีแวะมาเป็นช่วงๆล่ะนะ
 
เธอที่ผมเห็นเป็นผู้หญิงเอเชีย(คิดว่านะครับ ดูจากโครงหน้ากับสีผมสีตาแล้วเนี่ย) ชอบแต่งตัวด้วยชุดสีขาวไม่ก็สีเขียว ส่วนใหญ่จะมาในชุดสาวออฟฟิซ.....(ผีที่ไหนใส่ชุดสาวออฟฟิซเนี่ย....) แต่ก็เคยมาในชุดอื่นบ้าง ผมยาวแต่ไม่ได้ยาวปิดหน้าแบบหนังผีไม่...
 
แต่จุดเด่นที่สุดของแม่นี่ไม่ใช่ชุดสาวออฟฟิซหรอกครับ(ผมเรียกคุณเธอว่าแม่นี่/ยัยนี่ เวลาพูดถึงน่ะนะ)
 
จุดเด่นคุณเธอคือเป็นยัยสาวทะลึ่งคลั่งจูบ....
 
แล้วที่หนักกว่านั้นคือคุณเธอไม่ยอมพูดอะไรซักคำมาตลอด3-4ปีที่ฝันเห็น....
 
เคยมีคนถามว่าเป็นรสนิยมส่วนตัวไหมที่ผมฝันแบบนี้เรื่อยๆ... ผมว่าไม่นะ - - แต่ก็ไม่ขอฟันธงดีกว่า
 
ส่วนที่ว่าผมฝันยังไงนั่น ที่มาก็ตามนี้ครับ
 
มันเริ่มมาจากตอนผมไปเรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่นน่ะ...
 
แล้วอยู่มาคืนนึงผมก็ฝันเห็นคุณเธอเป็นครั้งแรก.....
 
ผมจำไม่ได้ว่าในฝันนั่นผมเจอยัยนี่ได้ยังไง แต่ที่จำได้คือครั้งแรกนั้นผมถูกมัดครับ... ถูกอะไรซักอย่างมัดให้นอนบนเตียง แล้วก็ถูกคุณเธอกระทืบครับ.....
 
ขอออกตัวไว้เลยนะว่าผมไม่ได้ชอบถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด....
 
แล้วในฝันเป็นไงครับ.... ผมโดนสาวออฟฟิซกระทืบหน้าอกครับ..... คุณเธอหน้านิ่งมาก ไม่แสดงอารมณ์เลย แล้วก็เหยียบผมเงียบๆครับ
 
พูดอะไรไปคุณเธอก็ไม่ตอบ จนสุดท้ายผมก็ตื่น...
 
ก็นึกว่าฝันร้ายธรรมดาอยู่หรอก
 
ถ้าไม่ติดว่าตื่นมาที่อกมีรอยจ้ำๆแดงๆ น่ะนะ...........
 
โอเคครับ ครั้งเดียวก็แค่บังเอิญได้ แต่ปัญหาคือแม่นี่มาอีกครับ!!
 
ซึ่งดูแล้วคุณเธอในรอบ2นี้จะพกความเป็นเจ้าแม่SMและความติดเรทมามากกว่ารอบแรกด้วยสิ......
 
รอบสองผมจำไม่ได้ว่าคุณเธอแต่งตัวยังไง... เพราะเห็นหน้าได้ซักแป๊บคุณเธอก็ปิดตาผมครับ.... แน่นอนว่ายังโดนจับขึงเหมือนรอบก่อนเดี๊ยะ....
 
แล้วที่ว่าเรทขึ้นหรือครับ... ก็.... หัวเอ็นทรี่นี้ผมเขียนว่าอะไรล่ะ......
 
ใช่ครับ แม่นี่จูบผมครับ......
 
ในฐานะชายโสดสนิทไม่เคยมีแฟนมาทั้งชีวิต แน่นอนว่าจะเคยได้จูบใครก็บ้าแล้ว แต่ในฝันนั่น ความรู้สึกตอนนั้นมันแบบว่า ถ้าผมฟลุ๊คได้จูบใครจริงๆ ก็คงรู้สึกแบบนี้ล่ะนะ... มันอธิบายไม่ถูกก็จริงว่ารู้สึกยังไง แต่ตอนนั้นนี่แบบว่าใช่เลย.... นี่ล่ะจูบ... ดีพคิสด้วยนะ.........
 
แต่ว่าเรื่องยังไม่จบเพราะคุณเธอไม่ยอมจบที่ปากน่ะสิ......
 
มือยัยนี่เองก็ซนพอๆกับลิ้นเธอเลยครับ... ลูบๆคลำๆไปทั่วเลย... แต่ขอไม่อธิบายมากกว่านี้ ไม่งั้นจากเรื่องผีๆจะกลายเป็นนิยายอีโรติคไป
 
สุดท้ายผมก็ตื่นก่อนจะมีอะไรมากกว่านั้นครับ
 
แน่นอนว่าครั้งนี้ผมยังไม่คิดมาก แต่คุณเธอดันมาอีกนี่สิ เห็นหน้าแล้วจำได้ตลอดเลย...
 
แต่ความทะลึ่งและความSของเธอหายไปแล้วครับ!!!
 
ครั้งที่สามที่เธอ ไม่มีอะไรมากครับผม คุณเธอไม่ปิดตาผมแล้ว ไม่กระทืบ ไม่จับขึง ไม่มือซนแล้ว แต่คุณเธอก็ยังเข้ามาจูบผมอยู่ดี.....
 
แล้วหลังจากนั้นคุณเธอคนนี้ก็มาอีกเรื่อยๆ มีจูบทุกรอบ แต่ที่สังเกตได้คือหน้าตาครับ... จากหน้านิ่งๆปนน่ากลัวตอนครั้งแรก กลายเป็นว่าคุณเธอเริ่มยิ้มครับ.....
 
จนปัจจุบันกลายเป็นสาวออฟฟิซผู้ยิ้มแย้ม(และคลั่งจูบ)ไปเสียแล้ว......
 
มาทีไรอย่างน้อยต้องมีรอบละจูบ ตามด้วยออพชั่นอื่นๆเช่นกอดบ้าง จูงมือบ้าง ซบบ้าง แต่ไม่มีอะไรเรทๆอีกแล้ว(ฮา)
 
ส่วนหน้าตาก็... เนื่องด้วยผมอ่อนด๋อยในการวาดพอเทรทมาก เลยขอวาดเป็นแบบการ์ตูนแทนละกันครับ
 
 
คุณเธอก็หน้าตาราวๆงี้แล แต่จะแต่งตัวมายังไงก็ว่ากันอีกที แต่ไม่พ้นสีโทนนี้หรอกครับ แต่เอาเป็นว่าครั้งที่พิลึกที่สุดคือ คุณเธอโผล่มาในฝันผมทั้งชุดว่ายน้ำนี่สิ.... แล้วดักจูบอยู่ที่ขอบสระ....
 
ตกลงเป็นผีแน่รึเปล่าเลยยังไม่กล้าฟันธงเลย(ฮา)
 
เอาล่ะครับ ทีนี้ข้อสงสัยต่อมาคือ ทำไมยัยนี่ถึงติดผม โผล่มาในฝันจนถึงตอนนี้...
 
ทฤษฎีแรกคือดาบครับผม
 
 
ตอนอยู่ญี่ปุ่นผมเรียนรำดาบ ซึ่งสำนักบุเซย์ริวมีกฏว่า ผู้ชายต้องใช้ดาบคาตานะเพศหญิง และผู้หญิงต้องใช้คาตานะเพศชาย(ผมก็พึ่งได้ยินว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วยก็ตอนเรียนนี่ล่ะ) ซึ่งตอนนั้นผมเคยใช้ดาบทั้งหมด 3 เล่ม เริ่มจากฮานาเสะ ฟุตาบานะ แล้วก็โรโจ(ชือดาบที่ผมเคยใช้) แล้วทีนี้ เล่มที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือฟุตาบานะ ด้วยเหตุที่ว่ารู้สึกเหมาะมือที่สุดทั้งผมแล้วก็อาจารย์ก็เห็นด้วย แต่อ.ก็เคยให้ลองเปลี่ยนไปใช้โรโจครั้งนึง...
 
ซึ่งผลที่ได้คือเลือดพุ่งครับ... ได้แผลเป็นมาแผล เลยต้องกลับมาหาฟุตาบานะนี่แล(ฮา)
 
สำหรับคาตานะที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นของขลังนั้น จะไปผูกกับเรื่องเหนือธรรมชาติได้ก็ไม่แปลกมากนัก แต่ว่ามีปัญหาตรงที่ตอนผมกลับประเทศ ผมซื้อดาบเป็นของตัวเอง ไม่ได้เอาเล่มที่เคยใช้กลับมา
 
คาตานะเล่มปัจจุบันของผม ฮารุโนะ(春野)
 
 
แต่คุณเธอตามผมกลับมานี่สิ...
 
อีกเรื่องที่พอนึกออกก็คือ ผีจริงๆเลย....
 
เพราะรร.ที่ผมไปอยู่มา3ปีที่นั่นมียันต์แปะไว้ทุกห้องไม่เว้นห้องน้ำ.... แต่ก็ดูฟังไม่ค่อยขึ้นล่ะนะ(ฮา)
 
จนป่านนี้เลยยังสรุปไม่ได้เลย ว่าทำไมผมถึงฝันเห็นแม่นี่(ฮา)
 
แต่ว่าจะยังวนเวียนมาเรื่อยๆก็ไม่ว่ากันครับ ในเมื่อพักหลังเลิกนิสัยรุนแรงแล้วแบบนี้เนี่ย(ฮา)
 
ก็หวังว่าซักวันคุณเธอจะยอมพูดซะทีเวลาถามอะไรไป จะได้รู้ๆกันไปเลย
 
ต่อมาก็เรื่องที่2ครับผม
 
เรื่องถัดมาก็งานวาด(แต่คุณภาพราวเขี่ย....) 2 นางเอก(มั้ง...) จากหนึ่งในโปรเจคท์(ที่ถูกดองลืมไว้มากมาย) ของกระผมเอง
 
 
 
 
งานก็ไม่ได้มีอะไรดีเลยถ้าเทียบกับชาวบ้านเค้า(ฮา) ขนาดเรียนคณะสายนี้มาจะครบปีแล้วนะเนี่ย เหอๆ
 
แค่วาดมือให้คล่อง หรือวาดตัวละครเดิมให้เป็นคนเดิมให้ได้ตลอดยังทำไม่ได้เลยผม(ฮา) อย่างแม่ไฝคนล่างนี่...
 
 
ดีไซน์แรกสุดคือทางขวาน่ะนะครับ(ฮา) ตั้งใจจะเปลี่ยนแค่ทรงผมให้กลายเป็นสาวผมยาวหน่อยจะได้ไม่เป็นสั้นคู่ อีท่าไหนจากทรงผมนี่ไม่เหลือเค้าเดิมเลยนะ(ฮา)
 
ส่วนเนื้อหาก็นะครับ แรกเริ่มสุดกะทำเป็นโปรเจคท์จริงจัง แต่ด้วยความขยันอันน้อยนิด(ฮา) แถมด้วยโครงเรื่องที่... มีแววจะประสบชะตากรรมเดียวกันกับละครบางเรื่องของบางช่อง(ฮา) ก็เลยต้องลดดีดรีการกัดจิกเสียดสีลงพอควรถ้าจะจริงจังขั้นส่งสำนักพิมพ์ แต่ก็นะครับ พอลดลงมา เนื้อหามันก็เสียเค้าเดิมไปแล้วพอควรล่ะนะ... เกิดมาเป็นคนประเทศนี้ จะเขียนอะไรส่งทีก็ต้องคิดมากกันหน่อย แต่พอลดเรื่องพวกนั้นลง มันก็จะกลายเป็นว่าสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรกหายไปซะนี่....
 
แล้วทำไมไม่ใช้ประเทศสมมุติหรือโลกสมมุติไปเลยล่ะ?
 
คำตอบง่ายมากครับ...
 
จะแนวเรื่องยังไงผมก็ชอบเขียนให้ดำเนินเนื้อหาในโลกจริงนี่นา(ฮา)
 
ขืนเขียนไปตรงๆว่าเป็นเหตุการณ์ในยุคอนาคต เกิดขึ้นในบริเวณชายแดนตอนใต้ประเทศแห่งหนึ่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วตัวเอกเป็นสมาชิกหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่อดีตเคยอยู่กลับกลุ่มหัวรุนแรงแล้วเกิดสำนึกผิด แต่อาศัยอำนาจมืดภายในปิดเรื่องนั้นไว้เป็นความลับแล้วยังไม่ได้รับโทษจนปัจจุบันงี้ ขืนผมเขียนไปตรงๆ สนพ.คงคิดหนักล่ะว่าจะเอาดีมั้ย(ฮา)
 
ยังไม่นับว่าถ้าผมเขียนแบบไม่ลิมิตตัวเองไว้ล่ะก็ปัญหาคงเยอะกว่านี้อีก...(ฮา)
 
สำหรับใครอ่านถึงตรงนี้ก็ขอบคุณที่ทนอ่านครับผม(ฮา)
 

ชีวิตมหาลัยยุ่งมากกกกกกกกกกกกกกกกก(ฮา)

กองทัพบกอเมริกา

F-16 Fighting Falcon

[เจเนรัลไดโนมิคส์]


 

เนื่องจากเซ็นจุตสึกิยุคที่ 2 ของอเมริกาอย่างF-14 ทอมแคท และ F-15 อีเกิ้ล นั้นจะมีประสิทธิภาพที่สูง แต่ก็แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายใยการผลิตเองก็สูงเช่นเดียวกัน ทางฝ่ายวางแผนการป้องกันประเทศเห็นว่าไม่อาจหวังพึ่งเพียงแต่ประสิทธิภาพได้แต่ยังต้องมีจำนวนที่เหมาะสมด้วย จึงได้เกิดแนวคิด Hi-Low Mix (แบบเดียวกับโซเวียต) โดยเน้นการประจำการด้วยเซ็นจุตสึกิประสิทธิภาพสูง ส่วนช่องหว่างที่รอการทดแทนนั้นให้อุดด้วยเซ็นจุตสึกิราคาย่อมเยาที่ประสิทธิภาพใช้งานได้แทน โดย F-16 เป็นผลงานของเจเนอรัล ไดโนมิคส์(เจเนรัล ไดนามิคส์ในโลกจริง) อเมริกา

 

สำหรับแผนงานในการพัฒนาเซ็นจุตสึกิจำนวนมากนั้น ได้ใช้ชื่อว่า LWTSF (Light Weight Tactical Surface Fighter) ซึ่ง F-16 ไฟท์ติ้งฟาลค่อนก็เป็นผลลัพธ์จากโครงการนี้ โดยไฟท์ติ้งฟาลค่อนนั้นจัดเป็น Low ของ Hi-Low Mix โดยในปี1986 นั้นก็ได้เริ่มเข้าประจำการในกองทัพอเมริกา ไม่เพียงแค่นั้น ไฟท์ติ้งฟาลค่อนยังเป็นรุ่นที่นานาประเทศเลือกใช้แทน F-4 แฟนท่อม และ F-5E ไทเกอร์ II ที่เริ้มล้าสมัย เนื่องจากออกแบบให้เป็นเซ็นจุตสึกิน้ำหนักเบาจึงค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องการปรับปรุงเพิ่มเติมจากโครงสร้างที่มีขนาดเล็กทำให้ต่อเติมแบบขยายขนาดได้ยาก แต่ด้วยสถิติจากการรบจริงที่ได้แสดงให้เห็นทั้งความคล่องตัวที่สูง และสามารถรบได้ในทุกระยะ จนท้ายที่สุดแล้วก็ปรากฏทั้ง จางจิ จูวกะตะ ของประเทศจีน หรือลาวี่ของอิสราเอลที่เป็นรุ่นปรับปรุงโครงสร้างภายนอกขนานใหญ่ อีกทั้งเมื่อเทียบกับ F-15 แล้วการดัดแปลงยังทำได้ง่ายกว่ากันมาก ทำให้การพัฒนาไฟท์ติ้งฟาลค่อนที่เคยคาดกันว่าจะยากนั้นกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลยด้วยการพัฒนาต่อในแนวทางของเซ็นจุตสึกิน้ำหนักเบาเช่นเดิม

 

จุดเด่นของไฟท์ติ้งฟาลค่อนนั้นคือน้ำหนักที่เบา ราคาถูก ความคล่องตัวสูง สามารถซ่อมแซมและหาอะไหล่ได้ง่าย ส่วนหัวมีความคล้ายคลึงกับ F-14 และ F-15 เป็นอย่างมาก ส่วนบล็อกไหล่นั้นมีหลากหลายแบบตามแต่ละประเทศที่ใช้งานเหมือนกับ F-4 แฟนท่อม(ถ้าสังเกตจะพบว่าสายแฟนท่อมนั้น แฟนท่อม บาบาไลก้า ซุยคาคุ โครงสร้างพื้นฐานจะเหมือนกันแต่ไหล่จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน) และบล็อกไหล่ของF-16 ตั้งแต่บล็อก 52/D เป็นต้นไปนั้น ส่วนไหล่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มเชื้อเพลิงและระยะเวลาปฏิบัติการณ์

 

อาวุธของF-16 นั้น เนื่องจากมีการใช้อย่างแพร่หลายในนานาประเทศ จึงสามารถพบเห็นF-16 ถืออาวุธในรูปแบบที่แตกต่างกันได้มากมาย โดยอาวุธติดตัว เนื่องจากดีไซน์ดั้งเดิมโดยอเมริกาที่เน้นการต่อสู้จากระยะไกล ฟาลค่อนจึงมีเพียงแค่มีดสั้นที่เก็บไว้ในไนฟ์ชีทตรงหัวเข่าเท่านั้น

 

อนึ่ง ไฟท์ติ้งฟาลค่อนนั้นมีชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่าไวเปอร์ในขณะที่ยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์

 

รุ่นที่ปรากฏ

 

F-16A ไฟท์ติ้ง ฟาลค่อน


รุ่นผลิตใช้งานรุ่นแรกที่พัฒนาถัดมาจาก F-14 และ F-15 โดยเจเนรัลไดโนมิคส์ในปี 1986 เป็นรุ่นที่มีจำนวนมากที่สุดและเป็นพื้นฐานในการพัฒนาลาวี่ของอิสราเอล และจางจิ จูกะตะ ของจีน

นักบินที่ปรากฏ

วีรบุรุษแห่งโรเดส ร้อยเอกอิบราฮิม โดล (เคยขับในสมัยยังไม่มาเป็นคนคุมทีมอาร์กอส)

 

F-16C ไฟท์ติ้ง ฟาลค่อน