แค่ชื่อเอนทรี่ก็พาลปวดตับแล้ว ไม่รู้จะจัดหมดยังไงดี(ฮา) เอาจริงๆก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ามาบ่นๆๆ แล้วก็บ่นไปเรื่อยตามประสาคนขี้บ่นล่ะนะผม(ฮา)
 
ปล.เอ็นที่นี้ล่างๆ บ่นเยอะมาก ใครไม่สนใจก็อ่านข้างบนพอนะครับ(ฮา)
 
 
เริ่มกันด้วยเรื่องผีๆก่อนเลย(ฮา)
 
ส่วนตัวจริงๆแล้วผมเป็นพวกหัว แข็ง ไม่เชื่อเรื่องที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้(แต่ดันชอบดูดวง.... ไม่เชื่อเรื่องดวงแต่ชอบดูดวง ให้ตายเถอะ.....) แต่เรื่องนี้ ยังฟันธงไม่ได้ก็จริงแต่ขอเว้นไว้เป็นเคสพิเศษครับผม
 
เรื่องของเรื่องคือผมฝันเห็นผู้หญิงคนนึงมา3-4ปีแล้ว....
 
ถ้า อ้างอิงตามข่าวที่เคยๆมีไปว่า มนุษย์ไม่มีทางฝันเห็นหน้าคนที่ตัวเองไม่เคยเจอได้ ถึงจะไม่รู้จักก็อาจเป็นใครที่เคยเดินสวนกันก็ได้ก็จริงเถอะครับ แต่กับเคสนี้ขอยกไว้จริงๆนะ....
 
คือผมฝันเห็นคุณเธอคนเดิมมาตลอดเลยนี่ล่ะ ไม่ได้เจอทุกครั้งที่ฝันก็จริง แต่มีแวะมาเป็นช่วงๆล่ะนะ
 
เธอที่ผมเห็นเป็นผู้หญิงเอเชีย(คิดว่านะครับ ดูจากโครงหน้ากับสีผมสีตาแล้วเนี่ย) ชอบแต่งตัวด้วยชุดสีขาวไม่ก็สีเขียว ส่วนใหญ่จะมาในชุดสาวออฟฟิซ.....(ผีที่ไหนใส่ชุดสาวออฟฟิซเนี่ย....) แต่ก็เคยมาในชุดอื่นบ้าง ผมยาวแต่ไม่ได้ยาวปิดหน้าแบบหนังผีไม่...
 
แต่จุดเด่นที่สุดของแม่นี่ไม่ใช่ชุดสาวออฟฟิซหรอกครับ(ผมเรียกคุณเธอว่าแม่นี่/ยัยนี่ เวลาพูดถึงน่ะนะ)
 
จุดเด่นคุณเธอคือเป็นยัยสาวทะลึ่งคลั่งจูบ....
 
แล้วที่หนักกว่านั้นคือคุณเธอไม่ยอมพูดอะไรซักคำมาตลอด3-4ปีที่ฝันเห็น....
 
เคยมีคนถามว่าเป็นรสนิยมส่วนตัวไหมที่ผมฝันแบบนี้เรื่อยๆ... ผมว่าไม่นะ - - แต่ก็ไม่ขอฟันธงดีกว่า
 
ส่วนที่ว่าผมฝันยังไงนั่น ที่มาก็ตามนี้ครับ
 
มันเริ่มมาจากตอนผมไปเรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่นน่ะ...
 
แล้วอยู่มาคืนนึงผมก็ฝันเห็นคุณเธอเป็นครั้งแรก.....
 
ผมจำไม่ได้ว่าในฝันนั่นผมเจอยัยนี่ได้ยังไง แต่ที่จำได้คือครั้งแรกนั้นผมถูกมัดครับ... ถูกอะไรซักอย่างมัดให้นอนบนเตียง แล้วก็ถูกคุณเธอกระทืบครับ.....
 
ขอออกตัวไว้เลยนะว่าผมไม่ได้ชอบถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด....
 
แล้วในฝันเป็นไงครับ.... ผมโดนสาวออฟฟิซกระทืบหน้าอกครับ..... คุณเธอหน้านิ่งมาก ไม่แสดงอารมณ์เลย แล้วก็เหยียบผมเงียบๆครับ
 
พูดอะไรไปคุณเธอก็ไม่ตอบ จนสุดท้ายผมก็ตื่น...
 
ก็นึกว่าฝันร้ายธรรมดาอยู่หรอก
 
ถ้าไม่ติดว่าตื่นมาที่อกมีรอยจ้ำๆแดงๆ น่ะนะ...........
 
โอเคครับ ครั้งเดียวก็แค่บังเอิญได้ แต่ปัญหาคือแม่นี่มาอีกครับ!!
 
ซึ่งดูแล้วคุณเธอในรอบ2นี้จะพกความเป็นเจ้าแม่SMและความติดเรทมามากกว่ารอบแรกด้วยสิ......
 
รอบสองผมจำไม่ได้ว่าคุณเธอแต่งตัวยังไง... เพราะเห็นหน้าได้ซักแป๊บคุณเธอก็ปิดตาผมครับ.... แน่นอนว่ายังโดนจับขึงเหมือนรอบก่อนเดี๊ยะ....
 
แล้วที่ว่าเรทขึ้นหรือครับ... ก็.... หัวเอ็นทรี่นี้ผมเขียนว่าอะไรล่ะ......
 
ใช่ครับ แม่นี่จูบผมครับ......
 
ในฐานะชายโสดสนิทไม่เคยมีแฟนมาทั้งชีวิต แน่นอนว่าจะเคยได้จูบใครก็บ้าแล้ว แต่ในฝันนั่น ความรู้สึกตอนนั้นมันแบบว่า ถ้าผมฟลุ๊คได้จูบใครจริงๆ ก็คงรู้สึกแบบนี้ล่ะนะ... มันอธิบายไม่ถูกก็จริงว่ารู้สึกยังไง แต่ตอนนั้นนี่แบบว่าใช่เลย.... นี่ล่ะจูบ... ดีพคิสด้วยนะ.........
 
แต่ว่าเรื่องยังไม่จบเพราะคุณเธอไม่ยอมจบที่ปากน่ะสิ......
 
มือยัยนี่เองก็ซนพอๆกับลิ้นเธอเลยครับ... ลูบๆคลำๆไปทั่วเลย... แต่ขอไม่อธิบายมากกว่านี้ ไม่งั้นจากเรื่องผีๆจะกลายเป็นนิยายอีโรติคไป
 
สุดท้ายผมก็ตื่นก่อนจะมีอะไรมากกว่านั้นครับ
 
แน่นอนว่าครั้งนี้ผมยังไม่คิดมาก แต่คุณเธอดันมาอีกนี่สิ เห็นหน้าแล้วจำได้ตลอดเลย...
 
แต่ความทะลึ่งและความSของเธอหายไปแล้วครับ!!!
 
ครั้งที่สามที่เธอ ไม่มีอะไรมากครับผม คุณเธอไม่ปิดตาผมแล้ว ไม่กระทืบ ไม่จับขึง ไม่มือซนแล้ว แต่คุณเธอก็ยังเข้ามาจูบผมอยู่ดี.....
 
แล้วหลังจากนั้นคุณเธอคนนี้ก็มาอีกเรื่อยๆ มีจูบทุกรอบ แต่ที่สังเกตได้คือหน้าตาครับ... จากหน้านิ่งๆปนน่ากลัวตอนครั้งแรก กลายเป็นว่าคุณเธอเริ่มยิ้มครับ.....
 
จนปัจจุบันกลายเป็นสาวออฟฟิซผู้ยิ้มแย้ม(และคลั่งจูบ)ไปเสียแล้ว......
 
มาทีไรอย่างน้อยต้องมีรอบละจูบ ตามด้วยออพชั่นอื่นๆเช่นกอดบ้าง จูงมือบ้าง ซบบ้าง แต่ไม่มีอะไรเรทๆอีกแล้ว(ฮา)
 
ส่วนหน้าตาก็... เนื่องด้วยผมอ่อนด๋อยในการวาดพอเทรทมาก เลยขอวาดเป็นแบบการ์ตูนแทนละกันครับ
 
 
คุณเธอก็หน้าตาราวๆงี้แล แต่จะแต่งตัวมายังไงก็ว่ากันอีกที แต่ไม่พ้นสีโทนนี้หรอกครับ แต่เอาเป็นว่าครั้งที่พิลึกที่สุดคือ คุณเธอโผล่มาในฝันผมทั้งชุดว่ายน้ำนี่สิ.... แล้วดักจูบอยู่ที่ขอบสระ....
 
ตกลงเป็นผีแน่รึเปล่าเลยยังไม่กล้าฟันธงเลย(ฮา)
 
เอาล่ะครับ ทีนี้ข้อสงสัยต่อมาคือ ทำไมยัยนี่ถึงติดผม โผล่มาในฝันจนถึงตอนนี้...
 
ทฤษฎีแรกคือดาบครับผม
 
 
ตอนอยู่ญี่ปุ่นผมเรียนรำดาบ ซึ่งสำนักบุเซย์ริวมีกฏว่า ผู้ชายต้องใช้ดาบคาตานะเพศหญิง และผู้หญิงต้องใช้คาตานะเพศชาย(ผมก็พึ่งได้ยินว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วยก็ตอนเรียนนี่ล่ะ) ซึ่งตอนนั้นผมเคยใช้ดาบทั้งหมด 3 เล่ม เริ่มจากฮานาเสะ ฟุตาบานะ แล้วก็โรโจ(ชือดาบที่ผมเคยใช้) แล้วทีนี้ เล่มที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือฟุตาบานะ ด้วยเหตุที่ว่ารู้สึกเหมาะมือที่สุดทั้งผมแล้วก็อาจารย์ก็เห็นด้วย แต่อ.ก็เคยให้ลองเปลี่ยนไปใช้โรโจครั้งนึง...
 
ซึ่งผลที่ได้คือเลือดพุ่งครับ... ได้แผลเป็นมาแผล เลยต้องกลับมาหาฟุตาบานะนี่แล(ฮา)
 
สำหรับคาตานะที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นของขลังนั้น จะไปผูกกับเรื่องเหนือธรรมชาติได้ก็ไม่แปลกมากนัก แต่ว่ามีปัญหาตรงที่ตอนผมกลับประเทศ ผมซื้อดาบเป็นของตัวเอง ไม่ได้เอาเล่มที่เคยใช้กลับมา
 
คาตานะเล่มปัจจุบันของผม ฮารุโนะ(春野)
 
 
แต่คุณเธอตามผมกลับมานี่สิ...
 
อีกเรื่องที่พอนึกออกก็คือ ผีจริงๆเลย....
 
เพราะรร.ที่ผมไปอยู่มา3ปีที่นั่นมียันต์แปะไว้ทุกห้องไม่เว้นห้องน้ำ.... แต่ก็ดูฟังไม่ค่อยขึ้นล่ะนะ(ฮา)
 
จนป่านนี้เลยยังสรุปไม่ได้เลย ว่าทำไมผมถึงฝันเห็นแม่นี่(ฮา)
 
แต่ว่าจะยังวนเวียนมาเรื่อยๆก็ไม่ว่ากันครับ ในเมื่อพักหลังเลิกนิสัยรุนแรงแล้วแบบนี้เนี่ย(ฮา)
 
ก็หวังว่าซักวันคุณเธอจะยอมพูดซะทีเวลาถามอะไรไป จะได้รู้ๆกันไปเลย
 
ต่อมาก็เรื่องที่2ครับผม
 
เรื่องถัดมาก็งานวาด(แต่คุณภาพราวเขี่ย....) 2 นางเอก(มั้ง...) จากหนึ่งในโปรเจคท์(ที่ถูกดองลืมไว้มากมาย) ของกระผมเอง
 
 
 
 
งานก็ไม่ได้มีอะไรดีเลยถ้าเทียบกับชาวบ้านเค้า(ฮา) ขนาดเรียนคณะสายนี้มาจะครบปีแล้วนะเนี่ย เหอๆ
 
แค่วาดมือให้คล่อง หรือวาดตัวละครเดิมให้เป็นคนเดิมให้ได้ตลอดยังทำไม่ได้เลยผม(ฮา) อย่างแม่ไฝคนล่างนี่...
 
 
ดีไซน์แรกสุดคือทางขวาน่ะนะครับ(ฮา) ตั้งใจจะเปลี่ยนแค่ทรงผมให้กลายเป็นสาวผมยาวหน่อยจะได้ไม่เป็นสั้นคู่ อีท่าไหนจากทรงผมนี่ไม่เหลือเค้าเดิมเลยนะ(ฮา)
 
ส่วนเนื้อหาก็นะครับ แรกเริ่มสุดกะทำเป็นโปรเจคท์จริงจัง แต่ด้วยความขยันอันน้อยนิด(ฮา) แถมด้วยโครงเรื่องที่... มีแววจะประสบชะตากรรมเดียวกันกับละครบางเรื่องของบางช่อง(ฮา) ก็เลยต้องลดดีดรีการกัดจิกเสียดสีลงพอควรถ้าจะจริงจังขั้นส่งสำนักพิมพ์ แต่ก็นะครับ พอลดลงมา เนื้อหามันก็เสียเค้าเดิมไปแล้วพอควรล่ะนะ... เกิดมาเป็นคนประเทศนี้ จะเขียนอะไรส่งทีก็ต้องคิดมากกันหน่อย แต่พอลดเรื่องพวกนั้นลง มันก็จะกลายเป็นว่าสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรกหายไปซะนี่....
 
แล้วทำไมไม่ใช้ประเทศสมมุติหรือโลกสมมุติไปเลยล่ะ?
 
คำตอบง่ายมากครับ...
 
จะแนวเรื่องยังไงผมก็ชอบเขียนให้ดำเนินเนื้อหาในโลกจริงนี่นา(ฮา)
 
ขืนเขียนไปตรงๆว่าเป็นเหตุการณ์ในยุคอนาคต เกิดขึ้นในบริเวณชายแดนตอนใต้ประเทศแห่งหนึ่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วตัวเอกเป็นสมาชิกหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่อดีตเคยอยู่กลับกลุ่มหัวรุนแรงแล้วเกิดสำนึกผิด แต่อาศัยอำนาจมืดภายในปิดเรื่องนั้นไว้เป็นความลับแล้วยังไม่ได้รับโทษจนปัจจุบันงี้ ขืนผมเขียนไปตรงๆ สนพ.คงคิดหนักล่ะว่าจะเอาดีมั้ย(ฮา)
 
ยังไม่นับว่าถ้าผมเขียนแบบไม่ลิมิตตัวเองไว้ล่ะก็ปัญหาคงเยอะกว่านี้อีก...(ฮา)
 
สำหรับใครอ่านถึงตรงนี้ก็ขอบคุณที่ทนอ่านครับผม(ฮา)
 

ชีวิตมหาลัยยุ่งมากกกกกกกกกกกกกกกกก(ฮา)

กองทัพบกอเมริกา

F-16 Fighting Falcon

[เจเนรัลไดโนมิคส์]


 

เนื่องจากเซ็นจุตสึกิยุคที่ 2 ของอเมริกาอย่างF-14 ทอมแคท และ F-15 อีเกิ้ล นั้นจะมีประสิทธิภาพที่สูง แต่ก็แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายใยการผลิตเองก็สูงเช่นเดียวกัน ทางฝ่ายวางแผนการป้องกันประเทศเห็นว่าไม่อาจหวังพึ่งเพียงแต่ประสิทธิภาพได้แต่ยังต้องมีจำนวนที่เหมาะสมด้วย จึงได้เกิดแนวคิด Hi-Low Mix (แบบเดียวกับโซเวียต) โดยเน้นการประจำการด้วยเซ็นจุตสึกิประสิทธิภาพสูง ส่วนช่องหว่างที่รอการทดแทนนั้นให้อุดด้วยเซ็นจุตสึกิราคาย่อมเยาที่ประสิทธิภาพใช้งานได้แทน โดย F-16 เป็นผลงานของเจเนอรัล ไดโนมิคส์(เจเนรัล ไดนามิคส์ในโลกจริง) อเมริกา

 

สำหรับแผนงานในการพัฒนาเซ็นจุตสึกิจำนวนมากนั้น ได้ใช้ชื่อว่า LWTSF (Light Weight Tactical Surface Fighter) ซึ่ง F-16 ไฟท์ติ้งฟาลค่อนก็เป็นผลลัพธ์จากโครงการนี้ โดยไฟท์ติ้งฟาลค่อนนั้นจัดเป็น Low ของ Hi-Low Mix โดยในปี1986 นั้นก็ได้เริ่มเข้าประจำการในกองทัพอเมริกา ไม่เพียงแค่นั้น ไฟท์ติ้งฟาลค่อนยังเป็นรุ่นที่นานาประเทศเลือกใช้แทน F-4 แฟนท่อม และ F-5E ไทเกอร์ II ที่เริ้มล้าสมัย เนื่องจากออกแบบให้เป็นเซ็นจุตสึกิน้ำหนักเบาจึงค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องการปรับปรุงเพิ่มเติมจากโครงสร้างที่มีขนาดเล็กทำให้ต่อเติมแบบขยายขนาดได้ยาก แต่ด้วยสถิติจากการรบจริงที่ได้แสดงให้เห็นทั้งความคล่องตัวที่สูง และสามารถรบได้ในทุกระยะ จนท้ายที่สุดแล้วก็ปรากฏทั้ง จางจิ จูวกะตะ ของประเทศจีน หรือลาวี่ของอิสราเอลที่เป็นรุ่นปรับปรุงโครงสร้างภายนอกขนานใหญ่ อีกทั้งเมื่อเทียบกับ F-15 แล้วการดัดแปลงยังทำได้ง่ายกว่ากันมาก ทำให้การพัฒนาไฟท์ติ้งฟาลค่อนที่เคยคาดกันว่าจะยากนั้นกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลยด้วยการพัฒนาต่อในแนวทางของเซ็นจุตสึกิน้ำหนักเบาเช่นเดิม

 

จุดเด่นของไฟท์ติ้งฟาลค่อนนั้นคือน้ำหนักที่เบา ราคาถูก ความคล่องตัวสูง สามารถซ่อมแซมและหาอะไหล่ได้ง่าย ส่วนหัวมีความคล้ายคลึงกับ F-14 และ F-15 เป็นอย่างมาก ส่วนบล็อกไหล่นั้นมีหลากหลายแบบตามแต่ละประเทศที่ใช้งานเหมือนกับ F-4 แฟนท่อม(ถ้าสังเกตจะพบว่าสายแฟนท่อมนั้น แฟนท่อม บาบาไลก้า ซุยคาคุ โครงสร้างพื้นฐานจะเหมือนกันแต่ไหล่จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน) และบล็อกไหล่ของF-16 ตั้งแต่บล็อก 52/D เป็นต้นไปนั้น ส่วนไหล่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มเชื้อเพลิงและระยะเวลาปฏิบัติการณ์

 

อาวุธของF-16 นั้น เนื่องจากมีการใช้อย่างแพร่หลายในนานาประเทศ จึงสามารถพบเห็นF-16 ถืออาวุธในรูปแบบที่แตกต่างกันได้มากมาย โดยอาวุธติดตัว เนื่องจากดีไซน์ดั้งเดิมโดยอเมริกาที่เน้นการต่อสู้จากระยะไกล ฟาลค่อนจึงมีเพียงแค่มีดสั้นที่เก็บไว้ในไนฟ์ชีทตรงหัวเข่าเท่านั้น

 

อนึ่ง ไฟท์ติ้งฟาลค่อนนั้นมีชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่าไวเปอร์ในขณะที่ยังพัฒนาไม่เสร็จสมบูรณ์

 

รุ่นที่ปรากฏ

 

F-16A ไฟท์ติ้ง ฟาลค่อน


รุ่นผลิตใช้งานรุ่นแรกที่พัฒนาถัดมาจาก F-14 และ F-15 โดยเจเนรัลไดโนมิคส์ในปี 1986 เป็นรุ่นที่มีจำนวนมากที่สุดและเป็นพื้นฐานในการพัฒนาลาวี่ของอิสราเอล และจางจิ จูกะตะ ของจีน

นักบินที่ปรากฏ

วีรบุรุษแห่งโรเดส ร้อยเอกอิบราฮิม โดล (เคยขับในสมัยยังไม่มาเป็นคนคุมทีมอาร์กอส)

 

F-16C ไฟท์ติ้ง ฟาลค่อน


รุ่นพัฒนาซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์จัมป์ยูนิต 110-GE-100 ที่ให้กำลังสูงกว่าแทนที่ของเดิม ในTE ถูกใช้งานโดยหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ 37 ของฐานทัพยูคอน “แอสไทรอา” ก่อนจะถูกยึดไปใช้งานโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายในภายหลัง

นักบินที่ปรากฏ

จิเซล(หาภาพคุณเธอไม่ได้...)

 

F-16D Block 52 ไฟท์ติ้ง ฟาลค่อน

รุ่นอัพเกรดและขยายขนาดของไฟท์ติ้งฟาลค่อน โดยเพิ่มขนาดของส่วนไหล่และต้นขาช่วงล่าง โดยมีจุดประสงค์ในการบรรทุกเชื้อเพลิงเพื่อยืดระยะเวลาปฏิบัติการณ์เป็นหลัก

 

F-16F Block 60 ไฟท์ติ้ง ฟาลค่อน


มีชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่า เดเซิร์ท ฟาลค่อน เป็น F-16 รุ่นที่ทันสมัยที่สุด ใช้เครื่องยนต์ General Electric F110-GE-132 และมีการใช้งานโดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เท่านั้น* (ในฉบับอนิเม ปรากฏในฐานะเครื่องของสาธารณรัฐเบเนลักซ์ และสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเป็น F-16F คือตัวหนังสือบนหน้าจอเท่านั้น ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงานหรือเป็นการจงใจกันแน่ เนื่องจากในโลกจริงแล้ว F-16E/F นั้น เป็นรุ่นที่สร้างขึ้นเพื่อให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้งานเพียงผู้เดียวโดยไม่อาจขายให้ชาติอื่นได้)

 

F-16XL

ผลผลิตจากโครงการพัฒนาเซ็นจุตสึกิร่วม(โครงการDRTSF) ที่จัดตั้งขึ้นเนื่องจากปัญหาในด้านการผลิตเครื่องยุคถัดไปอย่าง F-22 แรปเตอร์ ที่ทั้งล่าช้าและยังสามารถผลิตได้ยากและไม่เพียงพอใช้งาน โดยแก้ปัญหาของไฟท์ติ้งฟาลค่อนที่มีมาตลอดในเรื่องของน้ำหนักบรรทุกและระยะเวลาปฏิบัติการณ์ด้วยการขยายโครงสร้างโดยรวมให้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนไปใช้จัมป์ยูนิตขนาดใหญ่ที่มีกำลังขับสูง ทว่าในการคัดเลือกนั้น F-16XL ได้แพ้ให้กับ F-15E สไตรค์อีเกิ้ลและไม่ได้ถูกเลือกให้ผลิตจำนวนมาก ถึงอย่างนั้นข้อมูลของ F-16XL ก็ถูกนำไปใช้ในการพัฒนา F-35 ไลท์นิ่ง II ต่อไปในอนาคต

 

กองทัพบกอิสราเอล

Lavi

[IEI]


 

เซ็นจุตสึกิที่พัฒนาร่วมกันระหว่างอเมริกาและIEI (ของจริงคือ IAI) อิสราเอล โดยอิสราเอลนั้นจัดสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการยึดครองดินแดนคืนให้ได้ก่อนหน้าชาติอาหรับ(โดนเบต้ากินไปจะหมดโลกแล้วแต่ดูท่าอิสราเอลกับอาหรับในโลกนั้นก็ยังความสัมพันธ์ไม่เปลี่ยนแฮะ....) ซึ่งโครงการนั้นเริ่มขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการแก้ไขเรื่องความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดของเซ็นจุตสึกิอเมริกาที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำให้สูงขึ้น รวมไปถึงเพิ่มความคล่องตัวให้มากขึ้นไปอีก โดยในระหว่างการพัฒนานั้น หลังจากที่โครงการเสริมความแข็งแกร่งด้านการต่อสู้ประชิดตัวดำเนินไปได้ครึ่งทาง อเมริกาที่เปลี่ยนไปเห็นชอบกับการใช้ G บอมบ์ ในการทำลายBETA จึงไม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาเซ็นจุตสึกิให้รบประชิดตัวได้ดีขึ้นจึงถอนตัวจากโครงการเสียกลางคัน ซึ่งงบประมาณนั้น 6 ใน 10 มาจากอเมริกา เมื่ออเมริกาถอนตัวไปแล้ว อิสราเอลที่มีงบประมาณไม่พอจึงไม่สามารถพัฒนาลาวี่ต่อให้เสร็จสมบูรณ์ได้ ทว่าในภายหลังได้นำแบบแปลนของลาวี่ไปให้กับจีนเพื่อแลกกับการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งจีนที่ต้องการพัฒนาเซ็นจุตสึกิของตัวเองอยู่แล้วก็รับไว้ด้วยความเต็มใจ ในปี1994 ลาวี่จึงถูกนำเข้าประจำการได้เป็นผลสำเร็จ

 

แนวหน้าจีนหนึ่งเดียว

J-10 殲撃10  (จางจิ จูกะตะ) 

[IEI/เฉิงคู]

 


เซ็นจุตสึกิที่พัฒนาร่วมกันโดยเฉิงคู(เฉิงตูในโลกจริง)ของจีน และ IEI ของอิสราเอล โดยเริ่มเข้าประจำการในปี1994 พร้อมกันกับที่อิสราเอลนำลาวี่เข้าประจำการณ์ โดยเมื่อครั้งที่อเมริกาเสนอตัวเลือกมาระหว่าง F-16 และ F-18 นั้น จีนได้เลือกที่จะซื้อ F-16 ทว่ามันก็ยังไม่เหมาะสมกับการใช้งานกับแนวหน้าบนแผ่นดินใหญ่และถือว่าเป็นตัวเลือกที่ผิดพลาด จีนจึงตัดสินใจที่จะพัฒนาเซ็นจุตสึกิขึ้นใช้เอง ซึ่งในเวลานั้นก็ได้รับข้อเสนอมาจากอิสราเอลที่ยื่นแบบแปลนของ F-16 รุ่นใช้งานระยะประชิดตัวที่ไม่สามารถพัฒนาต่อได้มาให้ จีนจึงไม่ลังเลที่จะตอบรับข้อเสนอในการออกงบประมาณพัฒนาลาวี่ให้กับอิสราเอลแทนอเมริกาแลกกับเทคโนโลยีที่ได้รับ จึงเป็นที่มาของ J-10 จางจิ จูกะตะ โดยจัดว่าเป็น Low ของระบบ Hi-Low-Mix ของจีน(ซึ่งแต่เดิมก็เน้นใช้ชิ้นส่วนราคาถูกเพื่อผลิตมากๆ อยู่แล้ว แล้ว Low แบบใช้ชิ้นส่วนราคาถูกมันจะขนาดไหนกันนะ.....)

ส่วนที่แตกต่างจาก F-16 อย่างเห็นชัดคือ ส่วนแขนและหน้าแข้งที่ติดตั้งคาร์บอนเบลดเอาไว้ ส่วนหน้าอกและส่วนกระโปรงหน้าที่ติดตั้งรีแอคทีฟอาเมอร์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นำมาจากลาวี่โดยตรง ส่วนหัวนั้นเป็นราวด์มอนิเตอร์ซึ่งเป็นจุดเด่นของเซ็นจุตสึกิของจีนที่เป็นเซอร์เซอร์ระยะใกล้แบบประสิทธิภาพสูง ด้วยประสิทธิภาพที่อยู่ในเกณฑ์รับได้ การดูแลรักษาทำได้ง่าย และมีค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ำ จึงจัดว่าเป็นรุ่นหนึ่งในสายการผลิตของซีรี่ย์ F-16 ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ว่าได้

 

รุ่นที่ปรากฏ

 

J-10 จางจิ จูกะตะ


รุ่นมาตรฐานทั่วไป

 

J-10X จางจิ จูกะตะ


รุ่นที่เสริมความสามารถในทุกด้านของจางจิจนถึงขีดสุดเท่าที่โครงสร้างจะรับไหว และจัมป์ยูนิตแบบร็อคเก็ตมอเตอร์ซึ่งเสริมประสิทธิภาพในการใช้งานระยะสั้นจนสุด เมื่อใช้งานคู่กับดาบยาว Type-77 แล้วนั้น สามารถจัดได้ว่าเป็นเซ็นจุตสึกิประสิทธิภาพสูงสำหรับการต่อสู้ระยะประชิดตัวรุ่นหนึ่งได้เลยทีเดียว อนึ่ง กำลังเครื่องของ J-10X เมื่อแกว่งดาบยาว Type-77 คู่กับเทคนิคการบังคับโดยการควบคุมคาบอนิค แอคทิวเอเตอร์ในตัวเครื่องให้ทำงานเหมือนแส้เพื่อส่งพลังงานจลน์ไปยังจุดเดียวนั้น มีแรงมากพอที่จะทำให้ข้อต่อของชิรานุย นิกะตะ ที่เป็นเครื่องของญี่ปุ่นที่โดดเด่นในการรบประชิดตัวเกิดความเสียหายได้จากการประดาบเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ถูกใช้งานโดยหน่วยเบ่าเฟงในอีเวนท์บลูแฟล็ค

นักบินที่ปรากฏ

เบ่าเฟง 1 ซุย ยี่เฟย

จากซ้ายมาขวา

หวัง เช่าเฟง, โล ยาฮัว, ลี ลินเมย์

เครดิตเช่นทุกรอบครับผม

http://i140.photobucket.com/albums/r36/seedfever/RN6sF_zpsdacb0317.jpg

ก่อนเข้าเรื่องขอบ่นซักนิด ใครไม่อยากอ่านข้ามไปได้เลยครับ ไม่สิ ข้ามได้เป็นดีถ้าไม่เกี่ยวข้อง(ฮา)

.

.

.

ผมเตือนแล้วนะครับ ใครไม่อยากอ่านผมบ่นรีบผ่านลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้(ฮา)

.

.

.

หายไปนานเนื่องจากชีวิตมหาลัย แถมหงุดหงิดกับพวกที่ทำเป็นอวดฉลาดทั้งที่ข้อมูลมั่วสุดขีดบ้าง จำอะไรผิดๆจากบอร์ดฝรั่งมาแล้วทำเป็นรู้มากบ้าง แล้วก็พวกที่อ่านแค่อ่านแค่สปอยแล้วทำเป็นรู้เยอะคิดว่าตัวเองแน่ พอบอกว่าที่พล่ามๆมานั่นผิดแล้วดันเถียงข้างๆคูๆ ไม่ก็หลุดไต๋ออกมาเองว่าเป็นพวกจำจากคนอื่นแล้วเอามาทำอวดเนี่ย... ในฐานะคนแปลนี่เสียกำลังใจฟร่ะครับ... ไม่ได้หมายถึงเว็บทางฟากฝรั่งไม่ดีนะ ยอมรับว่าหลายๆส่วน แปลแบบทำการบ้านมาดีมาก แต่กลับกันหลายๆ ส่วนนี่เขียนแบบเอาอารมณ์ไม่ก็อคติใส่เต็มที่ก็มี ถึงพักหลังจะเหลือน้อยกว่าแต่ก่อนก็เถอะ มันก็ยังมีอยูดี - - เรื่องเถียงนี่ไม่เคยไม่พอใจครับ ถ้าเถียงด้วยข้อมูลหรืออย่างมีเหตุผลนี่ยิ่งชอบ แต่ไม่ใช่แบบก็ตูจะถูกให้ได้ เฮ้อ... ส่วนเรื่องผิดถูกนั่น ผิดไม่ว่าแต่พวกอวดฉลาดทั้งผิดๆแถมพอสวนแล้วไม่ยอมรับไม่ก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆนี่สิ....

.

.

.

จบการบ่นแค่นี้

.

.

.

 คราวนี้ขอเขียนถึงอีกหนึ่งรุ่นเด่นจากโททัล อีคลิปส์กันนะครับ แต่ก่อนหน้านั้น ขอเขียนถึงอีกตัวหนึ่งที่จำเป็นในการเท้าความเสียก่อน ตามด้วยของแถมท้ายตอน

 

มีสปอล์ยประปราย

 

 
 

 

กองทัพบกสหภาพโซเวียต

Журавлик  Su-27 ชูราบริค (สุโฟนี่)

 


 

เซ็นจุตสึกิยุคที่ 2 ที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้มีความโดดเด่นในการสู้รบระยะประชิด

 

ในช่วงของแผนการอัลเทอเนทีฟⅢ ที่สหภาพโซเวียตเป็นผู้นำโครงการนั้น โซเวียตได้เลือกนโยบาย “ใช้งานเซ็นจุตสึกิรุ่นของประเทศอื่นที่เข้าร่วมโครงการ” และเลือกใช้งาน F-14 ทอมแคท รุ่นปรับปรุง (F-14AN3 ไมด์ซีกเกอร์) ซึ่งผลที่ได้ก็คือการถูกคัดค้านอย่างหนักจากภายในสหภาพ ทว่าเนื่องจากในยุคนั้นแล้ว เซ็นจุตสึกิของโซเวียตที่เป็นเครื่องสัดกั้นรุ่นล่าสุดในขณะนั้นอย่างMiG-25 สปิท-วอซ และ MiG-31 พลัมย่า ลิซ่า (ที่บ้านเรามักคุ้นเคยชื่อฟ็อกซ์แบทกับฟ็อกซ์ฮาวด์ที่ตั้งโดยนาโต้มากกว่าชื่อรัสเซีย) ที่เป็นของมิกทั้งคู่นั้น มีประสิทธิภาพที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในแผนการ จึงตัดสินใจเลือกใช้ F-14AN3 ไมด์ซีกเกอร์ ของสุโฟนี่(สุคอยของโลกเรา)แทน ซึ่งสำหรับสุโฟนี่ที่มีความเป็นพวกหัวเก่าที่เทคโนโลยีล้าหลังกว่ามิโคยัม กุลบิช (คงไม่ต้องบอกสำหรับคอเครื่องบินว่าแผลงชื่อมาจากมิโกยัน-กูเรวิช) การได้ผลิตเครื่องของอเมริกาจึงกลายเป็นโนฮาวทางด้านเทคโยโลยีชั้นดี องค์ความรู้ด้านต่างๆของเซ็นจุตสึกิ รวมไปถึงเป็นสายเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสุโฟนี่กับกราแนง(กรัมแมน) หลังจากนั้น เมื่อกราแนงตกรอบในโครงการATSF ของอเมริกา เพื่อรักษาให้องค์ความรู้ของบริษัทไม่หายไป รวมไปถึงเหตุผลด้านปัญหาการเงิน จึงมีการลักลอบส่งมอบข้อมูลของF-14 ให้กับสุโฟนี่ นอกจากนี้ เนื่องจากกราแนงในยุคนั้นได้รวมบริษัทเข้ากับนอร์ทร็อค(นอร์ทร็อปในโลกจริง) ทำให้สุโฟนี่ได้รับข้อมูลของ F-18 ฮอร์เน็ท มาไว้ในมืออีกด้วย

 

หลังจากที่ได้รับข้อมูลมาแล้ว สุโฟนี่จึงทำการพัฒนาเซ็นจุตสึกิที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่นเป็นของตัวเอง โดยใช้พื้นฐานเป็นเซ็นจุตสึกิขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูงเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกันกับ F-14 สำหรับSu-27 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานภายในไฮว์เป็นหลัก โดยได้ใส่เทคโนโลยีอาวุธรุ่นล่าสุดของโซเวียต “มอเตอร์เบลด” เข้าที่แขนทั้ง 2 ข้าง ส่วนไหล่ติดตั้งเบลดเบนที่ทำมาจากซุปเปอร์คาร์บอน และส่วนคมตามแขนขาเองก็เช่นเดียวกัน จึงกลายเป็นรุ่นที่มีอาวุธบิลท์อินอยู่เป็นจำนวนมาก และถูกประเมินค่าไว้สูงในการรบจริง ทำให้ทั้งมอร์เตอร์เบลดและเบลดเบนกลายเป็นมาตรฐานหลักของเซ็นจุตสึกิที่ออกแบบโดยโซเวียตไปโดยปริยาย

 

สำหรับมอเตอร์เบลดที่เป็นดั่งเครื่องหมายการค้าของเซ็นจุตสึกิโซเวียตเช่นเดียวกันกับไวเยอร์คัตเตอร์ที่ส่วนหัวนั้น จะติดตั้งไว้ที่ส่วนแขนด้านนอก เมื่อใช้งานไกด์อาร์มจะเปิดออกพร้อมฝาครอบแล้วดันส่วนตัวเลื่อยออกมา ก่อนที่เชนเบลต์จะหมุนอย่างเร็วจนมีสภาพเหมือนกับเป็นเลื่อยไฟฟ้า แต่ในการบำรุงรักษานั้นจะต้องถอดออกทั้งชุดแล้วเปลี่ยนใหม่แทน (ในอนิเมจะเห็นคมเลื่อยกลายเป็นสีแดงเหมือนมีความร้อนสูง ไม่แน่ชัดว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงานหรือว่าแก้ไขให้มอเตอร์เบลดสามารถทำเช่นนั้นได้กันแน่)

 

ทว่าเนื่องจากเป็นรุ่นแรกของโซเวียตที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ รวมถึงการเร่งผลิตเพื่อใช้งานจริงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ไม่ขาดสาย รวมถึงการดูแลรักษาทำได้ยาก ทำให้ในช่วงแรกมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในหมู่เอย์ชิที่ออกรบแนวหน้า โซเวียตจึงจัดตั้งโครงการพัฒนาเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 โดยการนำชูราบริคมาปรับปรุงเสียใหม่ ซึ่งสุดท้าย เครื่องทดสอบ Su-27M2 จึงได้กลายเป็นต้นแบบของ Su-37 เทอมิเนเตอร์ในภายหลัง ทำให้การใช้งาน Su-27 มีน้อยลง และในขั้นล่าสุดของโครงการนั้น Su-27SM ที่เป็นรุ่นแก้ไขปัญหาจากรุ่นปกตินั้น ก็ถูกจัดว่าเป็นเซ็นจุตสึกิที่ประสิทธิภาพเทียบเท่า F-15 อีเกิ้ลในทุกๆด้าน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความไว้วางใจทั้งจากภายในประเทศและตลาดโลก

 

ชูราบริคนั้นมักพบเห็นควบคู่ไปกับMiGซีรี่ย์ของโซเวียตเช่นเดียวกัน ตามหลักHi-Low-Mix ของโซเวียต โดยชูราบริคทำหน้าที่ในฐานะกำลังหลักที่ระยะเวลาปฏิบัติการณ์ยาวนาน ส่วนMiGซีรี่ย์นั้นจะมีระยะเวลาทำการสั้นกว่า แต่มีน้ำหนักเบาและราคาที่ถูกกว่าชูราบริค ส่วนในบางกรณีจะมีการใช้งานแค่ชูราบริคล้วนๆ ในจำนวนมาก เช่น กองพันชาร์ที่คัมชาสก้า

 

อนึ่ง ทั้งที่ชื่อแปลว่านกกระเรียนในภาษารัสเซีย แต่การตั้งชื่อหุ่นให้ดูเล็กๆน่ารักๆ ทั้งที่เป็นเซ็นจุตสึกิขนาดใหญ่นี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนตั้งชื่อคิดอะไรอยู่...

 

รูปแบบที่ปรากฏของชูราบริค

 

Su-27 ชูราบริค

 


รุ่นผลิตใช้งานรุ่นแรก

 

Su-27SM ชูราบริค

รุ่นเสริมประสิทธิภาพและแก้ปัญหาต่างๆจากรุ่นปกติ เนื่องทั้งมีกระแสมากมายมาว่า “ไม่มีทางชนะ F-15 อีเกิ้ลของอเมริกาได้” อีกทั้งประเทศฟากตะวันตกเริ่มทำการพัฒนาเซ็นจุตสึกิในยุค 3 กันไปแล้ว ณ เวลานั้น ผู้นำของโซเวียตจึงให้โอกาสสุโฟนี่ได้แก้ตัว โดยสิ่งที่ได้คือ Su-27M2 ที่เป็นเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3(2.5 ในมาตรฐานตะวันตก) ส่วนSu-27SM นั้นถือเป็นผลพลอยได้ระหว่างพัฒนา โดยอาวุธพื้นฐานยังคงใช้แบบเดียวกับชูราบริครุ่นปกติ โดยส่วนที่แตกต่างกับ Su-37 นั้น นอกจากชิ้นส่วนภายใน เซ็นเซอร์แมสต์ส่วนหัว จำนวนเบลดเบน และลักษณะของจัมป์ยูนิทที่ของ Su-27SM นั้นจะไม่มีปีกคานาร์ดด้านหน้าแล้ว ชูราบริคจะไม่มีนอสเซิลด้านหน้าทำให้ความคล่องตัวต่ำกว่า นอกนั้นแล้วรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันยังกับแกะ

 

เอย์ชิที่ปรากฏ

 

 

ร้อยเอกนาตาช่า อิวานอว่า(ฉบับอนิเม ในนิยายทาช่าจะขับเทอมิเนเตอร์เหมือนลาโทรว่า โดยถูกแก้ให้ขับชูราบริคแทนเนื่องจากต้องการเน้นให้ลาโทรว่าโดดเด่นมากขึ้นกว่าในนิยาย)

กองพันชาร์ทั้งหน่วยยกเว้นลาโทรว่า(ฉบับอนิเม ในนิยายนั้นนอกจากลาโทรว่ากับทาช่าแล้ว ยังมีสมาชิกกองพันคนอื่นๆอีกที่ขับเทอมิเนเตอร์ ที่เจาะจงตัวได้คือตัวประกอบสองคนที่พายูยะกับนิกะตะเยินๆออกนอกพื้นที่นั่นแล)

 

Su-27SK ชูราบริค

รุ่นสำหรับส่งออก

 

Su-27C/J-11 จางจิ จูอิจิกะตะ

 


เข้าประจำการในปี 1996 โดยจีนได้ซื้อไลเซนส์ไปเพื่อทำการผลิตในประเทศ และได้ลดทอนชิ้นส่วนหลายๆชิ้นไปใช้แบบที่ราคาถูกกว่าตามหลักHi-Low-Mix ของจีน(สังเกตได้ว่าต่างกับHi-Low-Mix แบบโซเวียต โดยโซเวียตจะหมายถึงการใช้งานหุ่นทั้งรุ่นประสิทธิภาพสูงต่ำมากน้อยปะปนกันไป ส่วนจีนคือการดาวน์เกรดลงเพื่อให้ผลิตได้ในจำนวนที่มากขึ้น) เนื่องจากน้ำหนักที่เบาลงทำให้ความคล่องตัวสูง ส่วนหัวเปลี่ยนไปใช้แบบราวด์มอนิเตอร์ตามสไตล์ของจีน

 

Su-27M2 ชูราบริค

รุ่นเสริมความคล่องตัวและประสิทธิภาพโดยรวม ภายหลังจึงกลายเป็นเครื่องต้นแบบของ Su-37M2 เทอร์มิเนเตอร์

 

Su-33 ชูราบริค

รุ่นสำหรับทัพเรือ ออกแบบสำหรับบรรทุกบนเรือรบโดยเฉพาะ

 

Su-32 อุซโครโนส/พลาปิทัส

รุ่นออกแบบสำหรับจู่โจมระยะไกลและสามารถติดตั้งขีปนาวุธเช่นเดียวกับ F-14 เป็นรุ่นพัฒนาถัดจากMig-25/31 โดยอุซโครโนสนั้นเป็นชื่อในภาษารัสเซีย ส่วนในภาษาอังกฤษคือพลาปิทัส(ทั้งคู่แปลว่าตุ่นปากเป็ด)

 

(บ่นนิด.... มีตั้งหลายรุ่นแต่ภาพน้อยชะมัดดดดดดดดดดดด แฟลงเกอร์!!!!!!!)

 

 

 

และแล้วก็ถึงเวลากับตัวหลักของบทความนี้ที่ทุกคน(ใคร...) รอคอย.....

.

.

.

เทอมิเนเตอร์

.

.

.

.

.

.

ไม่ใช่ล่ะ....

 

 

กองทัพบกสหภาพโซเวียต

Журавлик  Su-37 เทอมิเนเตอร์ (สุโฟนี่)

 


เซ็นจุตสึกิมัลติโรล รูปแบบขนาดใหญ่ในยุค 2.5 ของสุโฟนี่ เริ่มนำเข้าประจำการในปี 1997 โดยสหภาพโซเวียต

 

ในปี 1996 ด้วยการใช้งาน F-14AN3 อย่างต่อเนื่อง และด้วยข้อมูลรวมทั้งความช่วยเหลืออย่างลับๆของกราแนง อเมริกา รวมทั้งข้อมูลของ X-29 ที่เป็นรุ่นทดสอบเทคโนโลยี บริษัทสุโฟนี่จึงเริ่มแผนการพัฒนาเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 ขึ้น โดยเครื่องทดสอบในตอนนั้นได้รับรหัส Su-27M2

 

ในขณะเดียวกันนั้น การสูญเสียนานาประเทศในฟากตะวันตกทำให้คามจำเป็นในการใช้งานเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนถึงระดับฉุกเฉิน แผนการพัฒนาเซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 ของโซเวียตจึงถูกเร่งให้เดินหน้าเร็วยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มสมรรถนะที่สูงอยู่แล้วของ Su-27M2 ให้มากขึ้นยิ่งกว่าเก่า จนถึงกับต้องหยุดการส่งมอบ Su-27 เพื่อพัฒนาเครื่องต้นแบบอย่างเต็มที่ ซึ่งรหัส Su-27M2 ชูราบริค ก็ได้เปลี่ยนเป็น Su-37M2 เทอมิเนเตอร์ในตอนนี้เอง

 

 

เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วเทอมิเนเตอร์เป็นรุ่นอัพเกรดของชูราบริคไม่ใช่รุ่นใหม่ เลย์เอาท์ภายในและลักษณะภายนอกเลยมีโครงเค้าจากเดิมปรากฏอยู่มาก ทว่าในเรื่องประสิทธิภาพนั้น ความสามารถในการต่อสู้ประชิดตัวถูกเพิ่มขึ้นด้วยเบลดเบนที่เปลี่ยนจากไหล่ละ 2 เป็น 4 ทรัสเตอร์เสริมที่ส่วนเอวด้านหน้าที่ทำให้ความคล่องตัวสูงขึ้นรมถึงความสามารถในการร่นถอย(เป็นต้นแบบนอสเซิลหน้าของนิกะตะในภายหลัง) นอกจากนี้ในส่วนของระบบอาวิโอนิคส์ที่เป็นจุดอ่อนของโซเวียตนั้น ได้รับความร่มมือจากนอสร็อค กราแนง ในการพัฒนาทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

 

 

 

ในด้านของอาวุธนั้น เนื่องจากมีการติดตั้งมอเตอร์เบลดไว้เป็นพื้นฐานแล้ว รวมถึงเบลดเบนที่ไหล่ ทำให้เทอมิเนเตอร์ รวมถึงเซ็นจุตสึกิยุคอื่นๆ นั้นไม่มีการติดตั้งไนฟ์ชีทสำหรับเก็บมีดสั้น และมักจะติดตั้งปืนจู่โจมรุ่น A-97 เป็นหลัก ซึ่งตัว A-97 นั้นก็ไม่ต่างกับปืนรุ่นอื่นๆที่ประกอบด้วยเชนกัน 36มม. และเครื่องยิงลูกระเบิด 120มม. ที่เปลี่ยนหัวกระสุนได้ตามการใช้งาน (เซ็นจุตสึกิในปัจจุบันของโซเวียตทั้งหมดล้วนติดตั้งอาวุธในสไตล์นี้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีการยืนยันว่าอาวุธหลายๆ ชนิดที่เคยปรากฏในเซ็นจุตสึกิยุคก่อนๆของโซเวียต อย่างดาบ Type-77 ที่นำเข้าจากจีนซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าของญี่ปุ่นแต่พลังทำลายสูงกว่า หรือ เกราะเสริมอเนกประสงค์ DS-3 เชอร์เชน โล่เกราะต่อต้านเลเซอร์ที่ติดตั้งรีแอคทีฟอาเมอร์และซูเปอร์คาร์บอนเบลดที่ใช้งานอย่างแพร่หลายโดย MiG-21 บาบาไลก้า และ MiG-27 อาลิเกเตอร์ นั้นยังมีการใช้งานโดยโซเวียตอยู่อีกหรือไม่ หรือว่าเลิกใช้งานแล้วหันมาพึ่งมอเตอร์เบลดและความคล่องตัวแทน)

 

เทอมิเนเตอร์ถูกเรียกว่า “เซ็นจุตสึกิยุคที่ 3 แบบแรกของประเทศ” โดยโซเวียต ทว่าตามมารตรฐานตะวันตกแล้วกลับถูกจัดเป็นแค่ยุค 2.5 เท่านั้น นอกจากนี้ เดิมทีแล้วชื่อเล่นของSu-37 นั้นใช้ชื่อชูราบริคเหมือนกับ Su-27 แต่ทางตะวันตกตั้งชื่อเทอมิเนเตอร์ให้เพื่อสะดวกต่อการแยกแยะ ในภายหลังสุโฟนี่จึงตั้งชื่อรัสเซียให้ว่า “เชลมินาโทล”

 

รูปแบบที่ปรากฏของเทอมิเนเตอร์

 

Su-37M2 เทอมิเนเตอร์

 


รุ่นที่นั่งเดี่ยวของเทอมิเนเตอร์ โดยได้ทำการเสริมประสิทธิภาพของระบบเซ็นเซอร์แมสท์ที่ส่วนหัว FCS ระบบควบคุมการต่อสู้ในระยะประชิด ระบบสื่อสาร และเรดาร์ที่มีกำลังค้นหามากขึ้น

 

เอย์ชิที่ปรากฏ

 

 

พันโทฟิคาเซีย ลาโทรว่า หัวหน้ากองพันชาร์ล

 

นอกนี้ก็ทาช่าที่เขียนอธิบายไว้ข้างบนไปแล้ว

 

Su-37UB เทอมิเนเตอร์

 


รุ่นติดตั้งคอกพิตแบบ 2 ที่นั่ง เพื่อลดภาระของเอย์ชิลง โดยแนวคิดของคอกพิตแบบ 2 ที่นั่งนั้นได้รับอิทธิพลมาจาก F-14 ทอมแคท และ F-18 ฮอร์เน็ต ของอเมริกา รวมไปถึงความช่วยเหลือโดยลับด้วย

 

เอย์ชิที่ปรากฏ

 

 

 

สกาเล็ตทวิน ร้อยตรีคริสก้า เบียเชโนว่า และร้อยตรีอีเนีย เชสจิน่า

 

 

ร้อยโทเจอร์ซีย์ ซันดาค

 

กองทัพบกสหภาพโซเวียต

Журавлик  Su-47 เบอร์คูท (สุโฟนี่)

 


 

เซ็นจุตสึกิยุคที่3 อย่างแท้จริงที่เป็นผลงานจากการออกแบบของสุโฟนี่ โดยเริ่มมีการผลิตขึ้นในปี 1999 และในปี 2001 นั้นก็ได้มีการทดสอบสมรรถนะที่ฐานทัพยูคอส อลาสก้า โดยทดสอบเทียบกับ MiG-29OVT ฟัลครัม เพื่อจัดหาเซ็นจุตสึกิที่จะนำมาใช้เป็นกำลังหลักของโซเวียตต่อไป

 

เบสมาจาก Su-37 เทอมิเนเตอร์ที่มีความสามารถในการรบประชิดตัวเป็นจุดเด่น และออกแบบสำหรับการใช้งานในไฮว์โดยเฉพาะ โดยจุดเด่นทั้งหมดของเทอมิเนเตอร์ได้ถูงเน้นให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก ระบบอาวิโอนิคส์เปลี่ยนมาใช้ OBL ทำให้อัตราการตอบสนองต่อการบังคับสูงขึ้น ส่วนไหล่ติดตั้งเวคเตอร์ทรัสนอสเซิลเพิ่มเติม และเบลดเบนที่ทำจากซูเปอร์คาร์บอนถูกเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ใช้เหมือนปีกพยุงตัวขณะอยู่กลางอากาศได้ รวมไปถึงจัมป์ยูนิตที่ให้อัตราขับสูงทั้งกำลังเครื่องและอัตราเร่งที่ถูกดีไซน์ใหม่ในรูปแบบที่ไม่สมมาตรกัน ซึ่งทั้งคู่ก็ทำให้สมดุลของเครื่องเสียไปจนกลายเป็นควบคุมได้ยาก กลับกันแล้วเมื่อคุ้นเคยกับเครื่องก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป อีกทั้งทำให้การเคลื่อนไหวในระนาบ 3 มิติของเบอร์คูทจัดอยู่ในเกณฑ์สูงมาก นอกจากนี้ส่วนขาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็ทำให้บรรทุกเชื้อเพลิงได้มากกว่าเดิม เพิ่มระยะเวลาปฏิบัติการณ์ถึง 30%

 

จุดเด่นของเบอร์คูทคือจัมป์ยูนิตแบบปีกลู่หน้า และโฟลดิงก์เบลดที่ข้อเท้าที่เพิ่มเข้ามาสำหรับต่อสู้ประชิดตัว

 

ถูกใช้งานโดยหน่วยคุ้มกันที่ 43 ของโซเวียต

 

ชื่อของเบอร์คูท เป็นภาษารัสเซียที่แปลได้ว่า อินทรีทอง

 

รุ่นที่ปรากฏ

 

Su-47 เบอร์คูท

รุ่นมาตรฐานที่ถูกผลิตขึ้นในล็อตแรก

 

Su-47E เบอร์คูท

 


เครื่องทดสอบรุ่นเสริมสมรรถนะล่าสุดของSu-47 ในแผนงาน П3 ในปี2001 เดือน 10 ได้เริ่มการทดสอบที่ยูคอน อลาสก้า โดยหน่วยทดสอบและพัฒนาพิเศษที่ 331 ซึ่งด้วยคัวเครื่องที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่หรืออยู่ที่ 80% ในขณะนั้นก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เหนือชั้นกว่า Su-37UB เทอมิเนเตอร์ในทุกด้าน ทั้งที่เอย์ชิของเทอมิเนเตอร์ในตอนนั้นคือระดับแนวหน้าของเวียตอย่างร้อยโทซันดาคก็ตาม

 

 

 

ข้างล่างสปอล์ย!!

.

.

.

อนึ่ง จากPVครบรอบ10ปีที่ออกมานั้น ทำให้แฟนๆคาดเดากันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ยูยะจะกลายเป็นเอย์ชิของเบอร์คูทในเนื้อเรื่องของTEช่วงหลัง ทว่ายังไม่มีการยืนยันอย่างแน่ชัด นอกจากนี้ จากกล่องแอคชั่นฟิกเกอร์A3ของโวลค์ ภาพนักบินด้านหลังกล่องเป็นคริสก้ากับอีเนีย ที่แม้ในเนื้อเรื่องของTSFIA จะมีการกล่าวถึงโดยซันดาคว่าเบอร์คูทเป็นเครื่องที่เหมาะสมกับทั้งคู่ แต่สองคนนั้นก็ยังไม่ได้ขับเบอร์คูทเลยซักครั้ง รวมถึงเรื่องที่เบอร์คูทเป็นรุ่นที่นั่งเดี่ยวอีกด้วย อาจตีความได้ว่าแยกกันคนละเครื่องก็มีความเป็นไปได้ หรือไม่ก็เป็นความผิดพลาดของโวลค์ที่ตีความเองโดยที่เนื้อเรื่องยังไปไม่ถึงจุดนั้น

edit @ 3 Nov 2012 19:41:32 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:43:24 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:45:17 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:46:10 by Replikia

edit @ 3 Nov 2012 19:50:30 by Replikia