ไหนๆก็ไหนๆ ในหมวดเซ็นจุตสึกิเหลือเจ้านี่ตัวสุดท้ายก็ขอมันหน่อยละกันก่อนจะไปเริ่มแปลอื่นๆ(ฮา)

มีสปอล์ยอนิเมประปราย

 

ทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น

不知火・弐型ชิรานุย นิกะตะ (XFJ-01a Shiranui Second) [โบนิงก์, อุตสาหกรรมหนักฟุกะคุ, อุตสาหกรรมหนักมิตสุฮิชิ, อุตสาหกรรมหนักคาวาซากิ]

 

 

แผนการพัฒนาชิรานุยซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2001 ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อกำหนดคือ ต้องมีความคล่องตัวที่เทียบเท่ากับเซ็นจุตกึกิยุคที่ 3 ของประเทศอื่นๆ ระยะเวลาปฏิบัติการณ์ยาวนานขึ้น 30% และยังต้องรักษาความคล่องตัวไว้ได้ยามติดตั้งอาวุธเต็มพิกัด

 

สืบเนื่องจากกำหนดการปลดประจำการเกคิชินที่ได้ใกล้เข้ามานั้น บริษัทผู้ผลิตเซ็นจุตสึกิภายในประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำการออกแบบและพัฒนาเซ็นจุตสึกิยุคใหม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ทั้งชิรานุยและทาเคมิคาสึจินั้นยังไม่สามารถทดแทนเกคิชินทั้งหมดได้ เนื่องจากชิรานุยยังเป็นเครื่องที่ประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนทาเคมิคาสึจิที่เป็นเซ็นจุตสึกิระดับ High-end นั้นก็มีราคาที่แพงเกินไปต่อให้เป็นรุ่นที่ถูกที่สุดก็ตาม ส่วนแผนพัฒนาชิรานุยก่อนหน้านี้อย่าง ชิรานุย อิจิกะตะไทเฮย์ นั้น ด้วยเหตุผลต่างๆเช่นระยะเวลาปฏิบัติการณ์ที่สั้นมาก ขีดจำกัดโครงสร้าง รวมถึงต้องการทักษะระดับสูงในการควบคุมแล้ว การจะผลิตขึ้นจำนวนมากเพื่อใช้เป็นกำลังหลักจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุเหล่านี้ พันโทอิวายะ เอย์จิ(พ่อบุญธรรมของยุย) หัวหน้ากระทรวงกลาโหมฝ่ายการพัฒนายุทโธปกรณ์เพื่อการป้องกันประเทศ จึงได้เริ่มโครงการร่วมกับอเมริกาในนาม “แผนงานXFJ” ขึ้น โดยได้ว่าจ้างให้บริษัทผู้ผลิตชิรานุย ประกอบด้วยอุตสาหกรรมหนักฟุกะคุ, อุตสาหกรรมหนักมิตสุฮิชิ และอุตสาหกรรมหนักคาวาซากิ ร่วมกับบริษัทโบนิงก์(แม็คดาเอล โดแกรมในสมัยก่อน) ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพญี่ปุ่นในฐานะของผู้นำเข้า F-4J เกคิชิน และF-15J คาเกโร่ อีกทั้งยังถ่ายทอดวิทยาการณ์ให้จนญี่ปุ่นสามารถผลิตเซ็นจุตสึกิเองได้ ซึ่งทีมพัฒนาของโบนิ่งที่เข้าร่วมนั้นคือทีม “แฟนท่อม เวิร์ค” ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยเทคโนโลยีล่าสุด ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกัน คือการสร้างเซ็นจุตสึกิสายเลือดใหม่ขึ้น

 

ในช่วงแรกของการพัฒนา ชิรานุย นิกะตะ จะถูกเรียกว่า ชิรานุย นิกะตะ เฟส1 (หรือ94 Second Phase 1 โดยคนต่างชาติ) โดยได้สร้างเครื่องทดสอบขึ้นมาหนึ่งเครื่อง โครงสร้างภายนอกเป็นแบบเดียวกับType-94-1C ชิรานุย อิจิกะตะไทเฮย์ (สาเหตุที่ว่าทำไมในช่วงแรกของอนิเมหน้าตาของนิกะตะยังเหมือนกับอิจิกะตะอยู่ก็เพราะเหตุนี้) และเพื่อแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาปฏิบัติการณ์ ชิ้นส่วนภายในของนิกะตะจึงเปลี่ยนไปใช้รุ่นล่าสุด โดยไม่ถือฐิติของญี่ปุ่นที่จะไม่ยอมใช้ชิ้นส่วนของต่างชาติในการประกอบเครื่อง และเลือกใช้ชิ้นส่วนรุ่นที่กำลังขับสูงและกินไฟต่ำ ส่วนเจเนเรเตอร์ได้เปลี่ยนมาใช้รุ่นFE140ของบริษัทเจเนรัล อิเล็คโทรนิคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังขับให้สูงขึ้นกว่าเดิม แม้โครงสร้างภายนอกจะยังเหมือนเดิมแต่ภายในเรียกได้ว่าเป็นเซ็นจุตสึกิยุคใหม่อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะเกิดปัญหาขึ้นมากจากบุคลากร แต่ภายหลังก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดีไม่ว่าจะที่ฐานทัพยูคอน หรือสมรภูมิคัมชาสก้า

 

ขั้นต่อมาในเฟสที่ 2 นั้น โครงสร้างภายนอกของนิกะตะถูกปรับปรุงโดยบริษัทโบนิงก์ ซึ่งได้นำโมดูลMSIP (Multi-Stage Improvement Plan) ซึ่งเป็นผลพวงของโครงการฟีนิกซ์มาประยุกต์ใช้ ส่วนหัวติดตั้งแอคทีฟเรดาร์รุ่นใหม่ล่าสุด ระบบเซ็นเซอร์อินฟาเรดสำหรับเครื่องประจัญบานรุ่นล่าสุดทำให้ประสิทธิภาพในการแยกแยะเป้าหมายสูงขึ้น ส่วนโมดูลไหล่ได้ถูกขยายขนาดและติดตั้งทรัสเตอร์แบบปรับทิศทางได้เพิ่มเข้าไป ส่วนชิ้นส่วนขานั้นได้ขยายขนาดขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องการรองรับกำลังขับที่มากขึ้นด้วยการเพิ่มความสมดุลของยูนิตอีกด้วย ส่วนสะโพกเองนั้นก็ทำการติดตั้งทรัสเตอร์เสริมเพิ่ม โดยโบนิงก์ได้พัฒนาขึ้นแบบเร่งด่วนด้วยไอเดียที่ได้จากรีเวิร์สทรัสเตอร์ของ Su-37 เทอมิเนเตอร์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังรบระยะประชิดตัวที่สูงมาก และได้ออกแบบเป็นเวคเตอร์ริ่งนอซเซิลต่างจากเทอมิเนเตอร์ที่เป็นท่อขับดันปกติ ทำให้นิกะตะสามารถเร่งเครื่องถอยหลังได้ในทันทีโดยไม่ต้องปรับทิศทางของจัมป์ยูนิต เสริมด้วยข้อมูลลับจากโครงการ ATDP ระบบการทำงานของไนฟ์ชีทและเบลดเมาท์ได้ถูกทำให้สั้นลง การส่งดาบหรือมีดเข้าสู่มือจึงทำได้ในเวลาเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

 

แท้จริงแล้วโครงการพัฒนาชิรานุย นิกะตะนั้น แต่เดิมก็คือโครงการเดียวกับที่พัฒนาชิรานุย อิจิกะตะไทเฮย์ขึ้น ทว่าอิจิกะตะไทเฮย์ได้ถูกนับว่าเป็นผลงานที่ล้มเหลว อีกทั้งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยังไม่ยอมรับความคิดที่จะให้ร่วมมือกับต่างประเทศ รวมถึงหวงในเทคโนโลยีของประเทศตน โครงการนี้จึงถูกระงับลงครั้งหนึ่งในปี 1999 เนื่องจากการพัฒนาทาเคมิคาสึจิ ทว่าหลังจากที่คำนวณดูแล้วพบว่าแม้แต่ Type-00Cซึ่งราคาถูกที่สุดก็ไม่อาจทดแทนเกคิชินได้ โครงการพัฒนานิกะตะจึงถูกรื้อกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี2001ได้ด้วยการกดดันของพันโทอิวายะ รวมถึงบริษัทโบนิงก์ที่ยอมนำข้อมูลของF-15ACTV แอคทีฟอีเกิ้ลที่กำลังพัฒนาอยู่มาร่วมใช้ รวมถึงได้บอกแก่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นไว้ว่า “ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ญี่ปุ่นเปิดเผยเทคโนโลยีลับอะไรหรอก” จึงมีข่าวลือหนาหูมาว่าเบื้องบนกองทัพจักรวรรดิได้เซ็นสัญญาอย่างหัวเสีย และเป็นที่มาของข้อกำหนด 3 ข้อในการพัฒนาอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น

(สรุปก็... ถึงจะหวงแต่เจอคนอื่นบอกว่าไอ้ของพรรค์นี้ไม่จำเป็นเอาเข้าสินะ....)

 

การใช้งานที่ปรากฏนั้น XFJ-01a ตั้งแต่เฟสแรกถือเป็นเครื่องประจำตัวของร้อยตรียูยะ บริดจ์ ผู้เป็นเทสต์ไพล็อต และได้เข้าสู่สมรภูมิจริงครั้งแรกที่คัมชาสก้า แม้ว่าในช่วงแรกจะถูกกล่าวว่าแสดงศักย์ภาพได้เพราะพึ่งเรลกัน EML-99X แต่ในภายหลัง ด้วยคำขอจากเจ้าตัวเทสต์ไพล็อตเอง เพื่อให้สามารถยืนยันประสิทธิภาพของเครื่องได้เต็มที่ นิกะตะจึงถูกถอดเรลกันออกแล้วทำการรบจริงด้วยอาวุธมาตรฐานเท่านั้น โดยผลงานที่ได้ก็อยู่ในขั้นน่าพอใจ หลังจากสมรภูมิที่คัมชาสก้าแล้ว นิกะตะจึงได้รับการปรับปรุงโดยการเสริมโมดูลภายนอก ก่อนจะได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในรูปแบบที่เรียกว่า เดมอนสเตรเตอร์คัลเลอร์(ขาวแดง) ก่อนที่จะถูกปรับปรุงเล็กๆน้อยๆ อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็กลายเป็นเครื่องประจำตัวให้ยูยะใช้งานในโครงการ “บลู แฟล็ค” ที่เป็นการทดสอบนำเครื่องทดสอบของแต่ละค่ายมาปะทะกันเองต่อไป และXFJ-01a ก็ถูกใช้งานในการรบจริงอีกครั้งในการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย (ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่) ส่วนเครื่องหมายเลข 2 XFJ-01b เองก็ถูกสร้างขึ้นทีหลังในเวลาไม่นานนัก และมีนักบินประจำเครื่องเป็นร้อยตรีทาริซ่า มานันดัล

 

อนึ่ง แม้ว่าชิรานุย นิกะตะ จะเป็นเซ็นจุตสึกิที่พัฒนาต่อจากชิรานุยของญี่ปุ่น ทว่าประสิทธิภาพของตัวเครื่องนั้นสามารถรองรับสไตล์การขับได้ทั้งของญี่ปุ่นและอเมริกา แม้ว่าจะต้องใช้ทักษะระดับสูงถึงจะรีดความสามารถออกมาได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้บังคับยากเป็นม้าพยศเหมือนกับชิรานุย อิจิกะตะไทเฮย์ และตามการคาดการ คาดว่านักบินหนึ่งเดียวในโลกที่สามารถดึงพลังของชิรานุย นิกะตะ ได้ออกมาจนถึงระดับสูงสุดเท่าที่ปรากฏคือยูยะ บริดจ์ เนื่องจากเป็นนักบินที่ผ่านการฝึกฝนทั้งแบบอเมริกาและแบบญี่ปุ่นมาแล้ว

 

รูปแบบที่ปรากฏของชิรานุย นิกะตะ

 

XFJ-01a ชิรานุย นิกะตะ Phase 1


 

ชิรานุย นิกะตะในเฟสแรก รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับชิรานุย อิจิกะตะไทเฮย์ทุกประการ

 

XFJ-01a ชิรานุย นิกะตะ Phase 2 demonstrator color


 

ชิรานุย นิกะตะ เฟสที่2 ในรูปลักษณ์ที่ทำการเ